วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเพ่งดูใจตนเองทำให้เป็นสุขได้

การเพ่งดูใจตนเองทำให้เป็นสุขได้ ธรรมโอวาทสมเด็จพระสังฆราช การเพ่งดูผู้อื่นทำให้ตนเองไม่เป็นสุข แต่การเพ่งดูใจตนเองทำให้เป็นสุขได้ แม้กำลังโกรธมาก หากเพ่งดูใจตนเอง ให้เห็นว่ากำลังโกรธมาก ความโกรธก็จะลดลง เมื่อความโกรธน้อย หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นว่ากำลังโกรธน้อย ความโกรธก็จะหมดไป จึงกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะมีอารมณ์ใดก็ตาม โลภ หรือโกรธ หรือหลง ก็ตาม หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว อารมณ์นั้นจะหมดไป ได้ความสุขแทนที่ ทำให้มีใจสบาย

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนอนาคตด้วยการกระทำในปัจจุบัน

ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ มีโอกาสไม่เท่ากัน บ้างก็ดี บ้างก็ร้าย ชีวิตขึ้นอยู่กับบุญและบาป เปลี่ยนอนาคตด้วยการกระทำในปัจจุบัน ทำดี จะได้ดีเสมอ พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ .......................................................................... เติมความสุขและกำลังใจได้ทุกวันที่ http://www.facebook.com/ThanavuddhoStory

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ศีล

ศีล เป็นปัจจัยกันอบายภูมิด่านแรก คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คนที่มีศีลบริสุทธิ์ย่อมเป็นที่รักสำหรับคนเหมือนกัน โดยเฉพาะคนเหมือนกันเขาก็รักคนที่มีศีลบริสุทธิ์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักภาษามนุษย์ก็รักคนที่มีศีลบริสุทธิ์เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นเทวดาก็ยังรักคนที่มีศีลบริสุทธิ์ ...ฉะนั้น คนที่มีศีลบริสุทธิ์นี่จึงกล่าวว่าเป็นคนที่มีความสำคัญ ศีลเป็นปัจจัยกันอบายภูมิด่านแรก ถ้าศีลของเราบกพร่อง แสดงว่าเราเปิดโอกาสให้เราลงอบายภูมิ

จงทำพื้นฐานให้แข็งแรงกว่าบ้าน

อย่าพยายามทำคนอื่นให้เหมือนใจเรา เพราะเราก็ทำให้เหมือนใจคนอื่นไม่ได้ อย่าทำตัวเป็นผู้รับฝ่ายเดียว จงทำตัวเป็นผู้ให้ด้วย อย่าทำตัวให้เด่นกว่างาน ... จงพยายามทำงานให้เด่นกว่าตัว อย่าทำบ้านให้แข็งแรงกว่าพื้นฐาน จงทำพื้นฐานให้แข็งแรงกว่าบ้าน อย่าพยายามทำสิ่งที่ได้ให้เท่ากับใจ จงพยายามทำใจให้เท่ากับสิ่งที่ได้" หลวงปู่จันทร์ กุสโล วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่

อย่าส่งใจไปหาบาปบุญนอกจากกายใจ

อย่าส่งใจไปหาบาปบุญนอกจากกายใจจะผิดหลักผิดทาง อดีตอนาคตจะเป็นไฟ อย่าส่งใจไปเกาะเกี่ยว ปัจจุบันคือความเพียร มีสติจำเพาะหน้าพิจารณาไตรลักษณ์อันมีอยู่กับตนนี่แล เป็นธรรมแผดเผาบาปมารได้แท้ จงตั้งจิตลงตรงนี้ ฉะนั้นจงพากันตั้งใจ พวกเรามีวาสนาบารมีอันได้สร้างไว้มากแล้ว อย่าเสียใจ ไม่เสียทีเลย จงเร่งเข้า" หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ทำความเพียรในวันนี้

"อย่าหวังในอนาคตเกินไปจนใจเขว พึงรีบทำความเพียรในวันนี้ดีกว่าพรุ่งนี้" หลวงปู่ขาว อนาลโย

รักษาใจ รักษาความดีไว้

"เรื่องของปาก ใครจะพูดจะทำอะไรมันก็กรรมของเขา ในครั้งพุทธกาลก็มีคนนินทาพระพุทธเจ้า มันก็กรรมของเขานั่นแหละ เราไม่ไปทุกข์กับมัน มันก็ไม่ทุกข์หรอก เพราะเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราคือรักษาใจ รักษาความดีไว้" หลวงปู่เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง จ.อุดรธานี

ถ้าเราไปคำนึงถึงว่าคนนี้ดีคนนี้เลว เราก็ทำความดีกันไม่ได้

"การทำความดีนี้เรามุ่งความดีเท่านั้นและอุปสรรคใด ๆ ที่จะเกิดทางกายหรือทางใจ จงอย่าคำนึง จงคิดไว้แต่เพียงอย่างเดียวว่า ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ ไม่มีความหมายสำหรับเรา ไม่ช้ามันก็ตาย แต่ก่อนหน้าที่จะตายเราก็เอาความดีไปดีกว่า บรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องความเลวนี่ใครเขาจะมายัดเยียดให้เราก็ช่างเขา เราไม่รับเสียก็หมดเรื่อง ถ้ามีความรู้สึกว่าเราทำถูกก็ทำมันเรื่อยไป ถ้าเราไปคำนึงถึงว่าคนนี้ดีคนนี้เลว เราก็ทำความดีกันไม่ได้" พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล เกิดจากใจ จากวาจา จากกาย ของเราเอง

"กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล เกิดจากใจ จากวาจา จากกาย ของเราเอง ให้เราเป็นผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจให้เรียบร้อย" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ในโลกนี้ ไม่มีอันใดจะเหนือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไปได้

“..ในโลกนี้ ไม่มีอันใด จะเหนือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไปได้ มันเต็มไปด้วยสภาพเดียวกัน จงใช้ปัญญา พินิจ พิจารณา...” หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความเป็นศีล

ความเป็นศีล "เมื่อจักถือศีลก็ไม่ต้องไปที่ไหนอื่น ถือที่กาย วาจา จิตนี้แหละ วัดก็ดี ป่าก็ดี เป็นอุปกรณ์ที่ให้ความสะดวกแก่การถือเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อหวังจะถือให้สะดวก จึงสมควรไปวัด เข้าป่า หรือสถานที่อันสมควรอื่นๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงศีลเป็นคำสอน ศีลคือปกติ กาย วาจา และจิต ถ้าปล่อยกาย วาจา จิตให้ผิดปกติแม้จะรับสิกขาบท ๕ ข้อก็ตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทก็ถือศีลไม่ได้ เพราะสิกขาบทหยาบกว่าศีล เมื่อ...ทำดีอย่างหยาบๆ ยังไม่ได้ แล้วจะทำดีอย่างละเอียดได้อย่างไร การรับศีลนั้น แม้จะเป็นการรับจากพระภิกษุ แต่ถ้าเป็นการรับเพียงด้วยปาก ใจไม่ได้คิดงดเว้นอะไร ก็ไม่เกิดเป็นศีลไดั ตรงกันข้าม ถึงแม้มิได้รับศีลจากพระภิกษุแต่มีใจงดเว้น ก็เกิดเป็นศีลได้" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อย่าสนใจความไม่ดีของคนอื่น

อย่าสนใจความไม่ดีของคนอื่น ระวังตัวเองอาจจะลงอเวจี คำสอนหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง "อย่าคิด อย่ามองคนอื่นในแง่ไม่ดีเด็ดขาด ... เขาจะดีจะชั่วก็เป็นเรื่องของเขา ต่างก็มีกรรมเวรเป็นของตน ไม่ต้องสนใจใคร หากสนใจความไม่ดีของคนอื่น ระวังตัวเราเองอาจจะต้องลงอเวจี ปฏิบัติมาถึงป่านนี้แล้วใครทำไม่ดี กฎของกรรมลงโทษเอง ระวังจิตของเราให้ดีที่สุด ทำจิตให้สะอาด เอาจิตที่ดี ยกไปไว้บนพระนิพพาน มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ในใจตลอดเวลาที่มีลมหายใจเข้าออก" BuddhaSattha

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่ทำให้ไม่เป็นคน

อย่าไปโกรธคน แต่เราโกรธสิ่งที่ทำให้ไม่เป็นคน คือ กิเลสตัวใหญ่ ๓ ตัว โลภะ โทสะ โมหะ ปัญญานันทภิกขุ ธรรมมะก่อนนอน ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ ^ ^ ข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/Posttoday

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สมมติ

"อย่าไปหลงสมมติ หลงไกลเท่าไร.. ห่างไกลพระนิพพานเท่านั้น" หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี จากhttps://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/profile.php?id=100001663212270

การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา

"การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน สงบแล้วคำบริกรรมนั้นก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือ มีวิมุตติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง" หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้

"ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของความเพียรแล้ว อาจคิดว่าความขยันหมั่นเพียรในภารกิจต่างๆ มันเป็นทุกข์ลำบากเหนื่อยยากมิใช่หรือ จริงดังนั้น คนตกน้ำไม่ยอมว่ายมีหวังตายโดยถ่ายเดียว จะรอดมาได้แต่เฉพาะคนที่ว่ายน้ำได้หมายพึ่งตนเองเท่านั้น ฉะนั้น ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้ หากไม่มีทุกข์กับความเพียรเสียแล้ว ใครๆ ในโลกนี้จะไม่ทำความดี เพื่อพ้นทุกข์ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดถึงพระนิพพาน" หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ14 พฤษภาคม 2012 ·

จงมาเห็นความจริง

โลกนี้มีแต่ทุกข์ทั้งหมดหาใช่สุขไม่ จงมาเห็นความจริงกันเสียเถิด อย่าได้หลงเกิดให้ทุกข์อีกต่อไป หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐ ที่พึ่งอันถาวร

“จะไม่มีสิ่งใดๆ ในโลกที่จะให้ความอบอุ่นยิ่งกว่า” ธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐ หากแม้นธรรมะประดิษฐานอยู่กลางดวงจิตดวงใจของผู้ใดแล้ว ... ผู้นั้นจะได้รับความอบอุ่นใจ มีที่พึ่งอันถาวรสมบูรณ์ทุกประการ จะไม่มีสิ่งใดๆ ในโลกที่จะให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าธรรมะ.. หลวงปู่เหรียญ วรลาโล https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ที่พึ่ง อันประเสริฐ

..ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันครอบงำเรา อยู่ทุกเมื่อ เราต้องหาที่พึ่ง อันประเสริฐไว้เสีย แต่บัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจ ไม่อำนวยแล้ว จะไม่คิดถึงอะไร... จะไปยึด เอาอะไรเป็นที่พึ่ง … มันยาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ..

เหตุทั้งหลายในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราพิจารณา เหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบัน เราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีต คือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคต คือชาติหน้า... ก็ไม่จำเป็น ที่จะต้อง พูดถึง” หลวงพ่อชา สาขาวัดหนองป่าพง https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%87/182989118504002

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เราก็ต้องแก้ไขที่ใจของเรา

เหตุเกิดที่ใด ต้องแก้มันที่นั่น ถ้าเหตุมันเกิดที่ใจ เราก็ต้องแก้ไขที่ใจของเรา หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เป็น อยู่ คือ

“จงอย่าคิดเป็นมนุษย์ต่อไป”
ตัดความเป็นมนุษย์เสีย
เลิกหมายความเป็นมนุษย์
เห็นว่าโลกมนุษย์ เป็นทุกข์ ...
มนุษย์มีสภาพไม่เที่ยง
ไม่มีการทรงตัว
มีความเกิดขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลง
มีความแก่ มีความป่วย
ในการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ
มีความตายในที่สุด

และจงอย่าอยากเป็นเทวดาอยาก เป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป
เพราะเทวดา นางฟ้ากับ พรหม
ก็มีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน
เมื่อมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น
ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปธรรมดา
ก็มีความจุติไปในที่สุด
ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไปตั้งใจ ไว้เสมอว่า...


เราจะเป็นผู้มีศีล เราจะนับถือ พระไตรสรณคมน์
คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218?ref=stream

กฎของความเปลี่ยนแปลง

กฎของความเปลี่ยนแปลง พุทธศาสนาเน้นเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะต้องการให้คนทุกคนมีความสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป 

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธมฺโม)

 https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218?ref=stream

อดีต  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

ปัจจุบัน จะเป็นผลของการกระทำของเราในอดีต แต่ชีวิตปัจจุบันก็ยังมีช่องว่างหรือเสรีภาพอยู่ทำให้เรา มี  โอกาสรังสรรค์ปั้นแต่งชีวิตของเราในอนาคตได้

อนาคต  เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเปิดกว้างไม่มีขอบเขต

ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงเน้นความสำคัญของการกระทำในปัจจุบันมากเป็นพิเศษ ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้เราไปเศร้าสร้อย หรือดีใจกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้เราเพ้อฝันถึงอนาคต แต่ต้องการให้เราสนใจปัจจุบันและทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด จะได้เป็นปัจจัยสำหรับอนาคตที่ดีได้
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธมฺโม)

พึ่งอันประเสริฐ

“พึ่งอันประเสริฐ”

“ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็มีอยู่ ไม่มีใครพ้นความตาย ตายก็ตายเต็มแผ่นดินอยู่ เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่นี้แหละ สัจธรรมข้อนี้ใครๆ ก็พ้นไปไม่ได้ นั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็ตาย กินอยู่ก็ตาย ไม่กิน ... ก็ตาย เจ็บป่วยก็ตาย ไม่เจ็บป่วยก็ตายได้ ความตายมีอยู่ทุกฐานะสถานที่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อ เราต้องการที่พึ่งอันประเสริฐไว้เสียบัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจมันไม่อำนวย แล้วจะไป คิดถึงอะไร จะไปยึดถือทำอะไร เป็นที่พึ่งมันยาก”

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
 
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218?ref=stream

เมื่อ

เมื่อมนุษย์เป็นคนไม่ดี
แม้วัตถุเหล่านั้นจะเป็นของดีก็ตาม มันจะกลับกลายเป็นโทษแก่ปวงชนได้เหมือนกัน

ถ้ามนุษย์มีธรรมประจำใจ
สิ่งทั้งหลายที่ให้โทษก็จะกลายเป็นประโยชน์

( ท่านพ่อลี )

ในเวลาที่กายและจิตอิ่มเอิบสมบูรณ์สบายก็กล่าวกันว่าเป็นสุข


ความสุขของชีวิต "
( สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )

ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ความสุข... ยอดปรารถนของมนุษย์
อันความสุขย่อมเป็นที่ปรารถนาของคนทุก ๆ คน ...
และทุก ๆ คนย่อมเคยประสบความสุขมาแล้ว
ความสุขเป็นอย่างไรจึงเป็นที่รู้จักกันอยู่
ในเวลาที่กายและจิตอิ่มเอิบสมบูรณ์สบายก็กล่าวกันว่าเป็นสุข
“ความสุขจึงบังเกิดขึ้นที่กายและจิตใจนี่เอง"
สำหรับกายนั้น เพียงให้มีเครื่องอุปโภคบริโภคพอใช้เป็นไปได้ก็นับว่าสบาย
แม้กายสบายดังกล่าวมานี้
ถ้าจิตไม่สบายกายก็พลอยซูบซีดเศร้าหมองด้วย
ส่วนกายเมื่อไม่สบายด้วยความเจ็บป่วยหรือด้วยความคับแค้นอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าจิตยังร่าเริงสบายอยู่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์เป็นร้อนเท่าใดนัก
และความไม่สบายกายก็อาจบรรเทาไปได้
เพราะเหตุนี้ “ความสุขจิตสุขใจนั่นแลเป็นสำคัญ”
 

ธรรมแท้คือสิ่งที่สัมผัสกับใจของตนว่าใจสงบเป็นสมาธิ


"ธรรมแท้คือสิ่งที่สัมผัสกับใจของตนว่าใจสงบเป็นสมาธิ นั่นใจได้เริ่มสัมผัสสัมพันธ์ธรรมแล้ว สมาธิขั้นใดมีความสงบเย็นใจขนาดไหนก็ทราบได้ชัดภายในใจ นี่คือธรรมแท้"

เทศน์อบรมพระเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘
เรื่อง "ทำอย่างไรธรรมจึงจะปรากฏใ...นใจ"
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218?ref=stream

ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นเป็นพระอริยะเจ้า


มีตาดีทำเหมือนคนตาบอด มีหูได้ยินเสียงทำเป็นคนหูหนวก มีลิ้นพูดได้ทำเป็นคนใบ้ มีกำลังแข็งแรงทำเป็นเหมือนคนวิกลจริต ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นเป็นพระอริยะเจ้า คำเทศน์หลวงปู่ขาว

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

จิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

สิ่งที่ทำจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง อะไรก็ตามความดีที่ประกอบขึ้น ทานก็ตาม.ศิลก็ตาม.การฟังเทศน์ฟังธรรมการนั่งสมาธิก็ตาม ใด้ชื่อว่าเป็นผู้ขวานขวายทำให้กุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วรักษาให้เจริญเต็มเปี่ยม บาปที่เกิดขึ้นให้เพียรประหารเสียบาปที่ยังไม่ทันเกิดมีสติระวังไม่ให้มันเกิด ให้มีสติทำความดีต้องหมั่นเพียรอบรมจิต โอวาทธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร https://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/pages/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5/130375053680271

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ทางออกจากทุกข์

"ทางออกจากทุกข์นั้นคือ ต้องรับรู้ความจริง ต้องป้องกันมิให้ถลำลึกลงไปในทางแห่งทุกข์ คือควบคุมตัณหามิยอมให้ฉุดชักใจไปได้ และถ้าถลำใจลงไปแล้ว ต้องพยายามถอนใจขึ้นให้จงได้ด้วยปัญญา เพราะเมื่อทุกข์เกิดขึ้นที่จิตใจ ก็ต้องดับจากจิตใจ และจิตใจของทุกคนอาจสมมติกล่าวได้ว่าเป็นธรรมชาติกายสิทธิ์ ไม่มีอะไรจะมาทำลายได้ นอกจากจะยอมจนใจของตัวเองเท่านั้น ถ้าทำใจให้เข้มแข็งก็จะเกิดพลังใจขึ้นจนสามารถต่อสู้ต่างๆ ขจัดขับไล่ตัณหาออกไปเสียก่อน ความทุกข์ต่างๆ ก็จะออกไปพร้อมกัน" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
https://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/profile.php?id=100001663212270

ทางสายกลางในธรรมปัจจุบัน


“อย่าทำกรรมฐานแบบโง่ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ฝืนกายสังขาร เพราะเป็นการเบียดเบียนตนเอง บรรลุมรรคผลได้ยาก สู้ครบอิริยาบถ ๔ ไม่ได้ แล้วมิใช่ครบอิริยาบถ ๔ อย่างโง่ๆ นะ ถ้าครบ ๔ แบบโง่ๆ มรรคผลนิพพานก็ไม่ได้เหมือนกัน มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางเท่านั้นที่จะบรรลุได้ บรรลุพอดีในทางสายกลาง บรรลุธรรมที่ปัจจุบัน จะบรรลุระดับไหน ก็ต้องใช้ทางสายกลางในธรรมปัจจุบันพอดีๆ เอาความดีเป็นที่ตั้ง” หลวงปู่บุดดา ถาวโร https://www.facebook.com/profile.php?id=100001663212270

ติดที่ไหน


“อยู่บ้านอย่าติดบ้านนะ อยู่วัดอย่าติดวัดนะ อยู่ถ้ำก็อย่าติดถ้ำนะ ติดที่ไหน ? เป็นกิเลสที่นั่น” หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรี

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ความดิ้นรน

ความดิ้นรนเพื่อให้ได้สมดังความปรารถนาต้องการ มิใช่ความสุข มิใช่ความสงบ แต่เป็นความทุกข์ เป็นความร้อน เป็นความวุ่นวาย มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ทั้งชีวิตไม่ได้พบความสุขความสงบเลย เพราะมัวปล่อยใจให้เป็นทาสของความโลภ ไม่รู้จักทำสติพิจารณาให้เห็นโทษของความโลภ แล้วพยายามละเสีย ดับเสีย" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/profile.php?id=100001663212270 ดิ้นรน ความหมาย ก. กระตือรือร้นขวนขวายเพื่อให้พ้นจากความยากลําบาก ความทุกข์ทรมาน หรือเพื่อให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น ดิ้นรนจะให้พ้นทุกข์ ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่. ลำบาก ความหมาย ว. เดือดร้อนเพราะถูกทรมานกายหรือใจ เช่น ตกอยู่ในฐานะลำบาก ตกที่นั่งลำบาก, ยาก เช่น ทำลำบาก ตัดสินใจลำบาก, ไม่สะดวก เช่น ทางลำบาก.

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทานบารมี

ทานบารมี
ไม่ใช่เป็นของให้ง่ายนะ คนเป็นพาล คนมีกิเลสหนาลามก ปัญญาหยาบ ลองหยิบขึ้นแล้วตัวสั่นเชียวหนา ทานที่มือถือไว้น่ะ เหงื่อแตกเชียว มือเป็นเหงื่อเชียว ที่จะให้ได้แต่ละครั้งละคราน่ะ ต้องหัดจน กระทั่งชำนาญทีเดียว ให้เสียคล่องแคล่ว ให้เสียชำนาญในชาตินั้นแหละ จึงจะให้ได้ง่าย ...
พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี...หนังสือ มรดกธรรม ๓
เรื่อง “ปกิณกเทศนา” ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๗
----------------------------------------

... dmc.tv ธรรมะดีๆ ที่ทำให้คุณเป็นสุขใจได้ตลอดเวลา
https://www.facebook.com/dmc072

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"กิเลส ย่อมตกเป็นเครื่องมือของผู้มีปัญญา
กิเลส อาจทำคนธรรมดาให้เป็นพระพุทธเจ้
กิเลส ย่อมเป็นนายผู้ทารุณของคนโง่
กิเลส ย่อมทำคนโง่ให้เป็นสัตว์เดรัจฉาน"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท

กรรมนี้แหละจะจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆนานา

กรรมนี้แหละจะจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆนานา ทำให้เลว ให้ดี ให้ชั่ว ให้ประเสริฐ ก็เป็นผลของกรรมที่ทำไว้ทั้งสิ้น เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากเวลาตกนรก จะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำให้พากัน ละบาป และ บำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียลมหายใจไปเปล่า ที่ได้มีวาสนาเกิดเป็นมนุษย์

โอวาทธรรม
พระครูวิเวกพุทธกิจ
( หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล )
วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี
https://www.facebook.com/pages/พุทธธรรมนำใจ/222085381235218?ref=stream&hc_location=stream
" อานิสงส์การแผ่เมตตา "
( สมเด็จพุฒาจารย์โต )

ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไป เมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา 
เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวย

" จงรีบเร่งปฏิบัติธรรม "
( หลวงปู่มั่น )

พวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
เหมือนไฟกำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลัน
ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร
ทั้งโลกภายในคือหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
ทั้งโลกนอกที่รวมลงเป็นสังขารโล
ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด
ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์
ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆ และแยบคายด้วย
จะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ ไม่ล่วงไปไหน
มีอยู่ทรงอยู่ในปัจจุบันจิตในปัจจุบันธรรม
ที่เธอทั้งหลายตั้งไว้ที่หน้าสติหน้าปัญญาอยู่ด้วยกัน
กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=418858151557939&set=a.336860416424380.72795.222085381235218&type=1&relevant_count=1&ref=nf


วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"ที่พึ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด

"ที่พึ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดในชีวิตก็คือการทำตัวเองให้ดีและก็พึ่งตัวเองได้"

ครูบาพรหมา พฺรหฺมจักโก
วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน

ความสุขที่ก่อทุกข์ให้ผู้อื่น


การปฎิบัติตนเพื่อไปเกิดใน ศาสนาพระศรีอาริย์ "ศาสนาพระศรีอาริย์ ที่นั่นสบายมาก คนสวยน่ารักทุกคน รวยทุกคน มีความสุขทุกคน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกคน ไม่แก่กระย่องกระแย่งอย่างฉันทุกคน ทำดีอะไรหรือที่จะไปเกิดในศาสนาพระศรีอาริย์ได้ ไม่ยาก ค่อย ๆ รักษาศีล 5 ไม่ต้องรักษาแรง ศีลจะช้ำและตกใจกลัว จงค่อย ๆ รักษา อย่ารักษาแรง ค่อย ๆ ดึงเอามาเก็บไว้ในใจและทำตามทีละตัวสองตัว อย่าเอามากจะหนักเกินไป รักษาตัวนี้ดีแล้วก็พยายามระมัดระวังอย่าให้มีอันตราย เมื่อแน่ใจว่ารักษาได้ไม่บกพร่องแล้ว ก็ค่อย ๆ เอามาใหม่อีกตัว ทำอย่างนี้จนกว่าจะมีครบ 5 ตัว เรื่องเมตตาให้ทานเป็นการสงเคราะห์ก็เหมือนกัน ค่อยทำจากวงแคบ ลงทุนน้อย ไปหาวงกว้างและลงทุนใหญ่ตามความสามารถของตนจะทำได้ ค่อย ๆ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสมาธิ อย่าทำแรง อย่าทำมาก วันหนึ่งใช้เวลา 10 นาที เอาพระพุทธรูปมาตั้งตรงหน้า ยกมือไหว้แล้วก็นั่งดูท่าน นึกถึงเฉพาะรูปพระพุทธ ไม่นึกเรื่องอื่น จะดูท่านสวย หรือดูว่าท่านเป็นพระสมัยไหนก็ตาม เมื่อครบ 10 นาทีก็พัก เอาพระพุทธเจ้าเก็บ วิปัสสนาก็ทำด้วย ไม่ต้องทำมาก ตั้งอารมณ์สักวันละ 5 นาที คิดว่าอะไรบ้างนะที่มันมีขึ้นแล้วจะไม่เก่า จะไม่พัง คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่เแก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทุกข์ คิดดู หาดู ค้นคว้าตำราเก่า ๆ จะเป็นตำราอะไรก็ช่าง หยิบมาดู ไม่ต้องดูหรืออ่านมาก ดูที่ปกหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง คนเขียนแต่งเดี๋ยวนี้อยู่หรือตาย ทำเท่านี้แหละ ใช้เวลาวันละไม่ต้องมาก เท่านี้ก็ขี้เกียจจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริย์ ฉันรับรองว่าทันแน่ ได้เกิดแน่ สวยแน่ มีความสุขแน่ ใครไม่เชื่อก็เชิญทำ เมื่อทำแล้วถ้าเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ จะปรับฉันอย่างไร ฉันยอมทุกอย่าง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ขัดคอใคร แนะให้คนทำดีไม่ตกนรก" จากหนังสือ : ประวัติหลวงพ่อปาน โสนันโท พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษี)

การปฎิบัติตนเพื่อไปเกิดใน ศาสนาพระศรีอาริย์

"ศาสนาพระศรีอาริย์ ที่นั่นสบายมาก คนสวยน่ารักทุกคน รวยทุกคน มีความสุขทุกคน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกคน ไม่แก่กระย่องกระแย่งอย่างฉันทุกคน ทำดีอะไรหรือที่จะไปเกิดในศาสนาพระศรีอาริย์ได้ ไม่ยาก ค่อย ๆ รักษาศีล 5 ไม่ต้องรักษาแรง ศีลจะช้ำและตกใจกลัว จงค่อย ๆ รักษา อย่ารักษาแรง ค่อย ๆ ดึงเอามาเก็บไว้ในใจและทำตามทีละตัวสองตัว อย่าเอามากจะหนักเกินไป รักษาตัวนี้ดีแล้วก็พยายามระมัดระวังอย่าให้มีอันตราย เมื่อแน่ใจว่ารักษาได้ไม่บกพร่องแล้ว ก็ค่อย ๆ เอามาใหม่อีกตัว ทำอย่างนี้จนกว่าจะมีครบ 5 ตัว เรื่องเมตตาให้ทานเป็นการสงเคราะห์ก็เหมือนกัน ค่อยทำจากวงแคบ ลงทุนน้อย ไปหาวงกว้างและลงทุนใหญ่ตามความสามารถของตนจะทำได้ ค่อย ๆ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสมาธิ อย่าทำแรง อย่าทำมาก วันหนึ่งใช้เวลา 10 นาที เอาพระพุทธรูปมาตั้งตรงหน้า ยกมือไหว้แล้วก็นั่งดูท่าน นึกถึงเฉพาะรูปพระพุทธ ไม่นึกเรื่องอื่น จะดูท่านสวย หรือดูว่าท่านเป็นพระสมัยไหนก็ตาม เมื่อครบ 10 นาทีก็พัก เอาพระพุทธเจ้าเก็บ วิปัสสนาก็ทำด้วย ไม่ต้องทำมาก ตั้งอารมณ์สักวันละ 5 นาที คิดว่าอะไรบ้างนะที่มันมีขึ้นแล้วจะไม่เก่า จะไม่พัง คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่เแก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทุกข์ คิดดู หาดู ค้นคว้าตำราเก่า ๆ จะเป็นตำราอะไรก็ช่าง หยิบมาดู ไม่ต้องดูหรืออ่านมาก ดูที่ปกหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง คนเขียนแต่งเดี๋ยวนี้อยู่หรือตาย ทำเท่านี้แหละ ใช้เวลาวันละไม่ต้องมาก เท่านี้ก็ขี้เกียจจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริย์ ฉันรับรองว่าทันแน่ ได้เกิดแน่ สวยแน่ มีความสุขแน่ ใครไม่เชื่อก็เชิญทำ เมื่อทำแล้วถ้าเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ จะปรับฉันอย่างไร ฉันยอมทุกอย่าง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ขัดคอใคร แนะให้คนทำดีไม่ตกนรก"

จากหนังสือ : ประวัติหลวงพ่อปาน โสนันโท
พระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษี)

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ศัตรูที่แท้จริงของเรา

" ศัตรูที่แท้จริงของเรา...ไม่ใช่มนุษย์ "
( หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ )
ศัตรูของเรา คือ ความโกรธ ความเกลียด
ความติดยึดในความคิดและอุดมการณ์
สู้กับศัตรูเหล่านั้น ศัตรูที่อยู่ในใจของเราเอง



ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้ง ลูกขอตั้งปณิธานว่า
... ลูก-จะ-ไม่พูด-อย่างหนึ่ง-กับ-ฝ่ายหนึ่ง
และพูด-อีกอย่างหนึ่ง-กับอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งคำพูดเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเกลียดชัง
และความแตกแยกกันมากขึ้น
ถ้าใครสักคนได้เข้ามาบ่นถึงความทุกข์ของเขากับลูก
และคิดว่าความทุกข์ของเขาเกิดจากผู้อื่น
สิ่งแรกที่ลูกจะปฏิบัติคือ
"ตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง"
เพื่อที่จะให้บุคคลนั้นผ่อนบรรเทาความทุกข์ลง
ถ้าลูกได้ฟังและตระหนักรู้ว่า
บุคคลนั้นมีความคิดเห็นที่ผิดพลาดในสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่
ลูกจะใช้วิธีอันเป็นกุศโลบายที่จะช่วยให้เขา
ได้มองสถานการณ์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
ลูกจะใช้กุศโลบายที่จะช่วยให้เขาได้
เห็น-ต้นเหตุ-แห่ง-ทุกข์
ที่-เนื่อง-มา-จาก-ความคิดเห็น-ที่-ผิด ของ-เขา-เอง
ลูกจะบอกเขาเกี่ยวกับความยากลำบาก
ความทุกข์ และคุณสมบัติด้านบวกของอีกฝ่ายหนึ่ง
เพื่อเตือนให้เขาจำได้ถึงสิ่งเหล่านั้น
และมองสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
ลูกจะพยายามสนับสนุนให้เขา
เข้าไปหาคนอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออีกกลุ่มหนึ่ง
เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้นั่งลงด้วยกันและเริ่มต้นสื่อสารกันใหม่
ถ้าจำเป็นลูกยินดีจะสนับสนุน
และช่วยให้เขาพูดทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ กับอีกฝ่ายหนึ่ง
ลูกจะหลีกเลี่ยงการกระทำให้ตนเองฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่ง
และต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความแตกแยก
ร้าวฉานและความไม่เกิดสุข ในครอบครัวหรือชุมชน
https://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความพอเป็นเรื่องของใจ เป็นการยก ระดับใจ

ความคิดอย่างหนึ่งที่สมควรฝึกให้เกิดขึ้นเป็นประจำ คือความคิดว่าพอ
คิดให้รู้จักพอ ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มี ความสบายใจ ส่วนผู้ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ร้อนเร่าแสวงหา ไม่หยุดยั้ง ความไม่รู้จักพอมีอยู่ได้แม้ในผู้เป็นใหญ่ เป็นโตมั่งมีมหาศาล และความรู้จักพอก็มีได้แม้ในผู้ยากจน ต่ำต้อย ทั้งนี้ก็เพราะความพอเป็นเรื่องของใจที่ไม่เกี่ยวกับ ฐานะภายนอก คนรวยที่ไม่รู้จักพอก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา คนจนที่รู้จักพอก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา
การยกฐานะจากยากจนให้มั่งมีนั้นทำได้ไม่ง่าย บางคนตลอดชาตินี้อาจทำไม่สำเร็จ แต่การยกระดับใจ ให้มั่งมีนั้นทำได้ทุกคนแม้มีความมุ่งมั่นจะทำจริง
คนรู้จักพอไม่ใช่คนเกียจคร้าน และคนเกียจคร้าน ก็ไม่ใช่คนรู้จักพอ ควรทำความเข้าใจ...ในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แล้วอบรมตนเองให้ไม่เป็นคนเกียจคร้านแต่ให้เป็นคนรู้จักพอ

“พอ” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “โลภ”
“นิ่ง” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “โกรธ”
“หยุด” เป็นสิ่งหายากในหมู่คน “หลง”
“ธรรมะ” เท่านั้นที่ช่วยท่านได้
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีอะไรก็อย่าให้มันมี

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
อะไรที่เรายึดว่านั่นเรานั่นของเรา นั่นแหละเป็นภพทั้งนั้น
เห็นง่ายๆ ภพนั้นมีไว้เพื่อจะเกิด อุปาทานนี้มีไว้เพื่อจะเกิด
... นั่นแหละพระพุทธเจ้าท่านว่ามีอะไรก็อย่าให้มันมี
ให้มันมีแต่อย่าให้มันมี ให้รู้จักว่ามีหรือไม่มีนั้นมันเป็นอย่างไร
ให้รู้เรื่องตามความจริงของมัน อย่าให้มันเกิดทุกข์

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
จากหนังสือ อาหารใจ
มรดกธรรม เล่มที่ ๒๕ น.๑๐๗

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แก้ความผูกโกรธ

การขอโทษและการให้อภัย 

 การรู้จักขอโทษนั้นเป็นมารยาทอันดีงามสำหรับตัวผู้ทำเอง และเป็นการช่วยระงับหรือช่วยแก้โทสะของผู้ถูกกระทบกระทั่งให้เรียบร้อยด้วยดีในทางหนึ่ง หรือจะกล่าวว่าการขอโทษคือการพยายามป้องกันมิให้มีการผูกเวรกันก็ไม่ผิด 

เพราะเมื่อผู้หนึ่งทำผิด อีกผู้หนึ่งเกิดโทสะเพราะถือความผิดนั้นเป็นความล่วงเกินกระทบกระทั่งถึงตน แม้ไม่อาจแก้โทสะนั้นได้ ความผูกโกรธหรือความผูกเวรก็ย่อมมีขึ้น ถ้าแก้โทสะนั้นได้ก็เท่ากับแก้ความผูกโกรธหรือผูกเวรได้ เป็นการสร้างอภัยทานขึ้นแทน อภัยทานก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.watbangklan.com/webboard/

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ระวังจิตของเราให้ดีที่สุด

อย่าคิด อย่ามองคนอื่นในแง่ไม่ดีเด็ดขาด เขาจะดีจะชั่วก็เป็นเรื่องของเขา
ต่างก็มีกรรมเวรเป็นของตน
 ไม่ต้องสนใจใคร หากสนใจความไม่ดีของคนอื่น ระวังตัวเราเองอาจจะต้องลงอเวจี
ปฏิบัติมาถึงป่านนี้แล้ว ใครทำไม่ดีกฎของกรรมลงโทษเอง ระวังจิตของเราให้ดีที่สุด ทำจิตให้สะอาด เอาจิตที่ดียกไปไว้บนพระนิพพาน มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในใจตลอดเวลาที่มีลมหายใจเข้าออก

ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ศาสนาพุทธอยู่ได้ด้วยการให้

“ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้
ถ้าเลิกให้กันเสียสักเดือนเดียว
ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ
หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือน
ไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึกหมด
หายหมดไม่เหลือเลย
ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้ว
เจริญรุ่งเรืองยู่ไม่ได้
เมื่อให้ความเจริญรุ่งเรือง
แก่พุทธศาสนา แล้ว
ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว”

พระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

----------------------------------------
dmc.tv ธรรมะดีๆ ที่ทำให้คุณเป็นสุขใจได้ตลอดเวล
https://www.facebook.com/dmc072

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โลกกลียุค

โลกกลียุค

โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค
ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย
จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย
เพราะเห็นกง -จักรร้าย เป็นดอกบัว
กิเลสไส -หัวส่ง ลงปลักกิเลส
มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว
สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว
เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ
มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น
สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ
เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน
แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ

พุทธทาส ภิกขุ

http://www.a-free-guestbook.com/guestbook.php?username=buddhadasa

" เพชรในหัวคางคก "


" เพชรในหัวคางคก "

ความผิดหวังหรือความทุกข์นั้นมันมีค่า มากพอ ๆ กันแหละ คือมันทำให้ฉลาด
 ในเมื่อความสมหวังนั้นมันทำให้เหลิง แต่ความผิดหวังนั้นมันทำให้ฉลาด ลักษณะอย่างนี้เรียกกันมาแต่โบราณว่ามีเพชรในหัวคางคก หัวคางคกที่ใครแสนจะเกลียดนั้น ดูใ...ห้ดีข้างในนั่นมีเพชร
ในความทุกข์หรือความผิดหวัง ความขาดทุนอะไรก็ตามในนั้นมีเพชร คือจะทำให้พบหนทางที่จะแก้ไขไม่ให้เป็นอย่างนั้น ว่าที่แท้มนุษย์เราฉลาด ๆ ขึ้นมาก็เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือความผิดหวังทั้งนั้นแหละ

ต้อนรับความผิดหวังให้ดี มันก็กลายเป็นได้ ไม่ใช่เสียเพราะมันทำให้ฉลาดกว่าเดิม แล้วก็เอาความฉลาดนั่นแหละไปใช้ต่อไปในการสมหวังข้างหน้าโน้น

พุทธทาสภิกขุ

https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/Posttoday

ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน

ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน ในปัจจุบัน คือ
ไม่มีกิเลส เกิดขึ้นแผดเผาให้เร่าร้อน ทุกเวลานาที ทุกอิริยาบถ,
ในความรู้สึกอย่างสันทิฏฐิโก (คือรู้สึกอยู่ภายในใจ) (๘)

มีชีวิตเย็นเป็นนิพพาน (นิพฺพุโต) ในปัจจุบันได้
โดยที่ทุกอย่างถูกต้องแล้ว พร้อมแล้ว ไม่ว่าสำหรับจะตายหรือจะอยู่;
เพราะไม่มีอะไรยึดถือไว้ว่า กู-ของกู (๙)
พุทธทาส ภิกขุ


http://www.a-free-guestbook.com/guestbook.php?username=buddhadasa

มองถูก ทุกข์คลาย

มองถูก ทุกข์คลาย

มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน
มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา
มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา
จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง
จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี
ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง
หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง
อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา
มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก
มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า
มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา
มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเอง ฯ
(พุทธทาสภิกขุ)

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"สมาธิ" เขาแปลว่า "ตั้งใจ"

@--- จิตทรงฌาน ---@
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

คำว่า "จิตทรงฌาน" ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิทั้งวัน ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้ว ถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่เป็นโรคประสาทแน่ เป็นบ้าแน่ คำว่า "สมาธิ" เขาแปลว่า "ตั้งใจ" ต้องทำกำลังใจเบาๆ อันดับแรกที่สุดเราจะทำง...านทำการต้องทำทุกอย่าง งานอะไรมีขึ้นต้องทำ ไม่ใช่ทำสมาธิแล้ว ... "ฉันไม่ทำงาน" อันนี้ ตกนรกแน่ ไม่ช้าความปรารถนาไม่สมหวังเกิดขึ้น ในเมื่อความปรารถนาเกิดขึ้น อารมณ์มันก็ฟุ้งซ่าน มีความเดือดร้อน เกิดการเดือดร้อนขึ้นมา จิตใจก็เดือดร้อน ลงนรกไปเลย อย่านึกว่ามีฌานเป็นของดี ... ฌานน่ะดีแน่ แต่ทำให้มันถูก

คำว่า "ผู้ทรงฌาน" แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติจะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ ยามว่าง...ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา... แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที ถ้ากระเด็นบ่อยๆไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ เราทำการทำงานทุกอย่างใจไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์

อย่าถือว่าทำฌานสมาบัติแล้ว ทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ไอ้นั่นล่ะตัวนรกล่ะ ไม่ช้า "มานะ" มันจะเกิด ... มันก็ต้องทำ ทำแล้วจิตใจไม่ตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์เท่านั้น
 
ข้อมูลจาก

ใจเป็นธาตุสำเร็จ

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
ใจเป็นธาตุสำเร็จ
ถ้าอยากจะกลุ้มก็ให้นึกเรื่องกลุ้ม
แล้วเราก็จะสมหวังทันที
ถ้าอยากวิตก จงคิดเรื่องที่ทำให้วิตก
ถ้าอยากจะใจใส ให้เรานึกถึงเรื่องใสๆ ของใสๆ
บุคคลใสๆ บุคคลอันเป็นเลิศอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงปู่วัดปากน้ำฯ เป็นต้น
ทุกอย่างจึงแล้วแต่เรา เพราะใจเป็นธาตุสำเร็จ...... โอวาทหลวงพ่อ

เติมความสุข กำลังใจ สู่ความสำเร็จในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม
ได้ทุกวันที่เพจ www.facebook.com/ThanavuddhoStory
(เพจนี้จัดทำโดยทีมงานการศึกษา)

ผลของการปฏิบัติธรรม

อย่าไปกลัวทุกข์ อย่าไปกลัวปัญหา ทุกครั้งที่ทุกข์เกิดขึ้นหรือมีปัญหา ให้ถือว่าเป็นวันเวลาพิสูจน์ผลของการปฏิบัติธรรม ขอให้มองทุกอย่างเป็นครู มองทุกอย่างเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ใครที่มีวิธีคิดแบบนี้ เขาจะมีชีวิตที่ไม่ขาดทุน ได้กำไรจากทุกๆ เรื่อง
ที่มา..หนังสือ "ความสุขในกำมือ" โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

https://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/vajiramedhi

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

" บุญบริสุทธิ์ "

" บุญบริสุทธิ์ "
( สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี )
การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น
ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่หนึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิธีการละกิเลส

"วิธีการละกิเลส : ตั้งเป้าให้สูง ทำสม่ำเสมอ"
การละกิเลสนี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องละด้วยการตั้งเป้าหมายให้มากเกินกว่าที่มันมีอยู่จริง คือว่ากลัวให้มันมากเข้าไว้ ตั้งใจจะละให้มันมากเข้าไว้ ในเรื่องความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี ต้องมีความละอายให้มากเข้าไว้ มีความกลัวให้มากเข้าไว้ แล้ว(ถ้า)มันละได้ไม่เต็มตามนั้นน่ะ นี้มันก็เหลืออยู่พอดี แล้วจะต้องละให้มันถูกต้องกะเรื่องกะราว โดยมากไม่ค่อยจะถูกจุดไม่ค่อยจะตรงจุด มันต้องละเป็นนิจ ไอ้เป็นนิจนี่ก็หมายความว่าอย่างสม่ำเสมอด้วย
พุทธทาสภิกขุ

ทางสี่แพร่ง

 
"เกิดเป็นคน เหมือนกับเกิดมาอยู่ในทางสี่แพร่ง จะทำดีและทำชั่ว ไปสวรรค์หรือตกนรกก็คนเรานี้ทำทั้งนั้น ไปเป็นมนุษย์ และเปรตก็คนเรานี้ทำเอาทั้งนั้น มนุษย์คนเรานี้จะดีก็แสนดีที่สุดจะชั่วก็แสนชั่วที่สุด ฉะนั้น จงเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะยากที่จะได้เกิดมาเป็นคนเช่นนี้"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

บังคับให้คนอื่นต้องชอบเหมือนเรา

"เมื่อเราชอบอะไรก็ตาม อย่าบังคับให้คนอื่นต้องชอบเหมือนเรา ถึงแม้เราจะปรารถนาดีต่อคนอื่นอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่นิยมชมชอบในสิ่งที่เราปรารถนาจะให้เขาชอบ ความปรารถนาดีของเรา ก็อาจจะทำให้เขามีความทุกข์ได้"

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การทำตนให้เป็นคนดี

การทำตนให้เป็นคนดี "
( สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )
.. "การช่วยให้คนชั่วเป็นคนดี" นั้น
ผู้ใดทำได้จักได้กุศลสูงยิ่ง ..
"การช่วยตนเองที่ประพฤติไม่ดีให้เป็นประพฤติดี"
 นั้น ก็เป็น "การช่วยคนชั่วให้เป็นคนดี" เช่นกัน
... และจะเป็นกุศลที่สูงที่สุดเสียด้วยซ้ำ
เพราะนอกจากตนเองจะช่วยตนเองแล้ว คนอื่นยากจักช่วยได้
นี่หมายความว่า ..
อย่างน้อยตนเองต้องยอมรับฟังการแนะนำช่วยเหลือของผู้อื่น
ยอมปฏิบัติตามผู้อื่นที่ปฏิบัติ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ปรากฏอยู่
คือทำตนเองให้เป็นผู้ประพฤติธรรมของ "สัตบุรุษ"
ละการประพฤติปฏิบัติธรรมของ "อสัตบุรุษ" ให้หมดสิ้น









สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง คือ
  1. มีศัรทธา
  2. มีความละอายต่อบาป
  3. มีความกลัวต่อบาป
  4. เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก
  5. เป็นคนมีความเพียร
  6. เป็นคนมีสติมั่นคง
  7. เป็นคนมีปัญญา

" ความซับซ้อนของกรรม "



" ความซับซ้อนของกรรม "

( สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )

การเขียนหนังสือด้วยปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนลงครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจง่าย แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น ตัวหนังสือยิ่งจะทับกันยิ่งขึ้นทุกที การอ่านก็ยิ่งอ่านยากขึ้นทุกที จนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมา ให้เพียงรู้เท่านั้นว่า มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้นอ่านไม่รู้เรื่อง และไม่รู้ว่าอะไรเขียนก่อนและอะไรเขียนทีหลัง

การทำกรรมหรือการทำดีทำชั่วก็เช่นกัน ต่างได้ทำกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่เขียนทับจนอ่านไม่ออกและไม่สามารถรู้ว...่าอะไรเขียนก่อนอะไรเขียนทีหลัง เหมือนกับการทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ว่ากรรมใดทำก่อนกรรมใดทำทีหลัง ไม่สามารถรู้และแยกว่าทำอะไรดีมาบ้าง ทำอะไรไม่ดีมาบ้าง ทำดีทำไม่ดีอะไรทำก่อนอะไรทำทีหลังไม่สามารถแยกแยะได้ และทำมากทำน้อยทำหนักทำเบากว่ากันอย่างไร เป็นความซับซ้อนของกรรมที่ทำไว้จนแยกไม่ออกมาหลายภพหลายชาติ เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือที่ทับกันไปเรื่อยๆ จนอ่านไม่ออกและไม่รู้ว่าคำไหนเขียนก่อนเขียนทีหลัง


ความซับซ้อนของกรรม แตกต่างจากความซับซ้อนของตัวหนังสือ ตรงที่ตัวหนังสือเมื่อเขียนทับกันมากๆ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเขียนเรื่องดีหรือเขียนเรื่องไม่ดีอย่างไร แต่กรรมนั้นแม้ทำซับซ้อนมากเพียงไร หรือทำกรรมไม่ดีไว้มากน้อยเพียงใด โดยผลที่ปรากฏขึ้นของกรรมนั้นเองเป็นเครื่องช่วยแสดงให้เห็น

ชีวิตหรือชาตินี้ของทุกคนมีชาติกำเนิดไม่เหมือนกัน เป็นไทยก็มี จีนก็มี แขกก็มี ฝรั่งก็มี เป็นต้น มีชาติตระกูลไม่เหมือนกัน ตระกูลสูงก็มี ตระกูลต่ำก็มี ฐานะต่างกันร่ำรวยก็มี ยากจนก็มี สติปัญญาต่างกัน โง่ก็มี ฉลาดก็มี ความแตกต่างห่างกันนานาประการเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องชี้ให้ผู้เชื่อในกรรมและผลของกรรม เห็นความมีภพชาติในอดีตของแต่ละชีวิตในชาติปัจจุบันที่เกิดมาต่างกันในชาตินี้ เพราะทำกรรมที่ต่างกันไว้ในชาติอดีต

ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของกรรม คือความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์ เป็นต้น แม้เทวดาอาจมาเป็นมนุษย์ได้เป็นสัตว์ก็ได้ มนุษย์อาจเป็นเทวดาได้เป็นสัตว์ได้ สัตว์อาจเป็นเทวดาได้เป็นมนุษย์ได้ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิดนั่นเอง

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้ใดประมาท

ผู้ใดประมาทในภายก่อนเเล้วย่อมไม่ประมาทในภายหลังผู้นั้นได้ชื่อว่าทำโลกนี้ให้ผ่องสว่างดั่งดวงจันทร์กระจ่างพ้นจากเมฆ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำในปัจจุบัน

ของเก่าปกปิดความจริง ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด
จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน
ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน
ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียร ไม่มีความสำเร็จ
( หลวงปู่แหวน สุจิณโณ )

การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

 "....มรรคผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกาย
แต่มรรคผลขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามธรรมวินัย
ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว
ละ....ในสิ่งที่ควรละ
...
เว้น.....ในสิ่งที่ควรเว้น
เจริญ.....ในสิ่งที่ควรเจริญ
นั่นแหละคือทางดำเนินไปสู่มรรค ผล นิพพาน...."

(โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต )

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "
( พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก )
ปัญญา คือ อะไร
ปัญญา คือ ความรอบรู้ในขันธ์ 5
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง
เช่นเมื่อพิจารณากาย ก็รู้ว่า
กายไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
... กายเป็นเพียงวัตถุก้อนหนึ่ง แยกต่างหากจากจิต
เหมือนรถกับคนขับรถ
ถ้ามีปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว ความตายก็ไม่มี
มีแต่การเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนรถ
เมื่อรถเสียแล้ว เก่าแล้ว พังแล้ว
ถ้าคนขับมีเงินมีทอง
ก็ไม่ต้องเสียใจกับ รถคันเก่า
ทิ้งรถเก่าเสีย ซื้อรถใหม่ที่ดีกว่า
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ..... เราซื้อรถใหม่เลย สบายใจดี
แต่มีปัญหาว่า บางคนไม่มีเงิน ซื้อรถใหม่ไม่ได้
หรืออาจจะซื้อได้แต่รถจักยานเท่านั้น

สมัยก่อนมีรถ ตอนนี้ไม่มีแล้ว
อาจจะต้องเดินเท้าเปล่า ลำบากหน่อย
นี่สำคัญ จิตของเราก็เหมือนกัน

ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า จิตรวยด้วยอริยทรัพย์
มีคุณงามความดีมาก
ย่อมจะรู้สึกว่า ความตาย คือ มรณภาพ

คือ การเสียสละร่างกายนี้ เราคือใจคือจิต ความตายเป็นเรื่องของกาย
กายแก่แล้ว เสียแล้ว พังแล้ว ตายแล้ว
ญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ก็เอาไปเผาทิ้ง
เราเสียสละกายได้ด้วยความสบายใจ ความตายจึงไม่น่ากลัว
ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่อยู่
คล้ายกับไปเที่ยวต่างประเทศที่ไม่เคยไป
พี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่พากันร้องไห้
แม่ของเรา พ่อของเรา ลูกของเรา
เพื่อนของเราตายแล้ว พากันร้องไห้
แต่สำหรับคนที่เข้าใจธรรมะ
คนที่มีกำลังใจดี คนที่ไม่ประมาท
เจริญศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว
และมีความมั่นใจว่า เราทำดีมามากแล้ว
ใจของเราย่อมปลอดภัยแล้ว
ก็คล้ายกับว่า เรานั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ
ไปเที่ยวไม่กลับนี่แหละ
คนที่ส่งร้องไห้ แต่เราสบายใจ
ไปแล้วมีคนต้อนรับ คนต้อนรับก็พากันดีใจ
เราอาจจะเกิดในตระกูลที่ดีขึ้น ดีกว่าเดี๋ยวนี้
พ่อแม่ญาติพี่น้องดีใจต้อนรับ
สรุปแล้ว การปฏิบัติทั้งหมด ก็เพื่อจะไม่กลัวตาย
ยอดของการปฏิบัติ ก็คือตรงนี้
ถ้าเราพิจารณาธรรมะลักษณะอย่างนี้ ก็จะมีกำลังใจ
จงสนใจศึกษาธรรมะในลักษณะเช่นนี้มากขึ้นๆ
เพื่อให้ใจสบายนี่แหละ
เมื่อเราปฏิบัติธรรมมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นเพียงใด
ย่อมจะสบายใจมากขึ้นๆ เพียงนั้น................. เอวัง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สัจจะ

พุทธธรรมนำใจ

" สัจจะตัวเดียวมีทั้งอภินิหาร  ทาน ศีล ภาวนา "

( หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม )

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความฉลาดทางอารมณ์

“ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึง...
ความสามารถรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีสติ รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง รู้จักรอคอย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สามารถจัดการกับความไม่สบายใจต่างๆได้
และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง”
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ขอขอบคุณ
ข้อมูลจากคุณ Nui Na Ka

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

อดีต ปัจจุบัน อนาคต


อดีต ปัจจุบัน อนาคต
“สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
... โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย”
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
วัดป่าภูริทัตตถิราวาส จังหวัดสกลนคร

มีสติพร้อม

มีสติพร้อม
“จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม
คือ อย่าให้มีโทสะ
อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง”
หลวงปู่ทวด

วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี


http://www.bannaksit.com/index.php?topic=160
http://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/pages/%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95/134842136544360
http://board.palungjit.com/f128/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-321729.html

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ใจก็ต้องกลับมาอยู่กับตัว แล้วใจที่จะไม่วุ่นวาย ไม่สับสน



ใจที่เตลิดเปิดเปิงก็เป็นใจที่วุ่นวายสับสน เป็นใจที่ฟุ้งซ่าน เป็นใจที่กระวนกระวายจนกระทั่งกลายเป็นใจที่เครียด อันนี้คือจิตใจที่มันเสียศูนย์ จิตใจที่ไม่มีดุลยภาพ มันเตลิดออกไปละ นี้เราก็ต้องตั้งหลักให้มัน ใจก็ต้องกลับมาอยู่กับตัว แล้วใจที่จะไม่วุ่นวาย ไม่สับสน ก็คือใจที่เราเรียกง่าย ๆ ด้วยศัพท์เดียวว่าสมาธินั่นเอง




ป.อ.ปยุตโต

บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมี

"อยากสวยให้ถือศีล อยากรวยให้ทำทาน
อยากมีปัญญาชาญให้ภาวนา"


" บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมีนี้แหละทาน ก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ หรือ การละการวางผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มากผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อยมัจฉริยะความตระหนี่เหนียวแน่น นี้หละ คือความโลภ ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค ก็บริจาคทรัพย์สมบัติ วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นหละ ไม่ใช่อื่นไกลแปลว่า ทะนุบำรุงตน เหมือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านจะสำเร็จมรรคผล ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือทานบารมีอันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้ ทานเป็นเครื่องสะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้วเราจะเดินทางไกล เราก็ไม่ต้องกลัวอดกลัวอยาก กลัวทุกข์กลัวยากของเก่าเราได้ทำมาไว้ ถ้าอะไรเราไม่ได้ทำไว้ อยากได้ มันก็ไม่ได้ ถ้าได้ทำไว้แล้ว สร้างไว้แล้ว ไม่อยากได้ มันก็ได้ นี่แหละทานบารมี เหตุนี้ ให้พากันเข้าใจ "

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3

ภาวะชีวิตของสัตว์

"บุคคลผู้ใดหมั่นเจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นนิจ ก็จะได้รับผลคือความสุข"

 "คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย คนกลัวตายจะต้องตายอีก"

" ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ* ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้ "

"ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย"

"ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว
ผู้จะต้องถึงมรรคผลนิพพานได้นั้น จะต้องทำทางใจ ถ้าไม่ทำทางนี้แล้ว จะทำการกุศลสักเท่าไร ก็ถึงมรรคผลนิพพานไม่ได้ นิพพานนี้จะต้องถึงด้วยข้อปฏิบัติทางใจเท่านั้น ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นเหตุแห่งสมาธิ สมาธิเป็นเหตุแห่งปัญญา ปัญญาเป็นเหตุแห่งวิมุตติ สมาธิเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งแห่งปัญญาและญาณ อันเป็นองค์สำคัญของมรรค แต่จะขาดสมาธิไม่ได้ถ้าขาดแล้วก็ได้แต่จะคิดๆ นึกๆ เอา ฟุ้งซ่านไปต่างๆ ปราศจากหลักฐานสำคัญ สมาธิเปรียบเหมือนตะปู ปัญญาเปรียบเหมือนค้อนที่ตอกตะปู ถ้าตะปูเอียงไปค้อนก็ตีผิดๆ ถูกๆ ตะปูนั้นก็ไม่ทะลุกระดานนี้ฉันใด ใจเราจะบรรจุธรรมชั้นสูงทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณ ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย แต่ไม่พ้นจากโลกได้เพราะขาดญาณ ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรสนใจ อันเป็นทางพ้นทุกข์ถึงสุขอันไพบูลย์

 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร


ภพและกำลังอิทธิพลของภพ. ภพ แปลว่า โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

การหอบอดีตและอนาคต

"เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้าน เต็มเมือง เราก็วางเสีย ละเสีย ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น การหอบอดีต และอนาคตมาหมักสุมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ตัดออกให้หมด"
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2:%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

ความทุกข์คืออะไร

ทุกข์เหมือนกับเราแบกของหนักอันหนึ่ง ทุกข์อีกอันหนึ่งคือเป็นหนี้สิน ของคนอื่นก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะแบกก้อนหินใหญ่ก็เป็นทุกข์ เรื่องทุกข์ เอาใจไปแบกก็เป็นทุกข์ เอากายไปแบกก็เป็นทุกข์ มันมีแต่เรื่องทั้งนั้น ท่านจึงสอนให้เรารู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ท่านสอนอย่างนี้ จะเป็นทุกข์มาจากอะไรๆ ก็ตามก็ทุกข์อันเดียวกัน ความทุกข์เกิดขึ้นมา ก็คือทุกข์เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย เช่นพ่อค้าที่เคยค้าขาย เป็นคนร่ำรวย มาบวชเป็นพระแทนที่จะมาประพฤติปฏิบัติ ให้เห็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า "ก็ไม่เห็น" ก็เลยตายจากสมบัติเงินล้านเงินโกฏิเฉยๆ ถ้าบวชอย่างนี้จะก้าวมาเดินไปให้มันเสียเวลาทำไม อยู่กับเรือนจะไม่ดีกว่าหรือ http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2013/04/12/entry-1

มองเห็นทุกข์


การที่จะมองเห็นทุกข์นี้ที่เป็นสิ่งที่ยาก ก็เพราะว่าบุคคลยังติดอยู่ในทุกข์ ยังพอใจอยู่ในทุกข์ ยังมองเห็นว่าเป็นความสุข คือเห็นทุกข์ว่าเป็นความสุข ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า นันทิ คือความเพลิน กับ ราคะ ความติดใจยินดี ดังเช่นขันธ์ ๕ อันเป็นสมมติบัญญัติว่าเป็นอัตภาพอันนี้ อันเป็นขมวดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่า กล่าวโดยย่อขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการเป็นทุกข์ แต่แม้เช่นนั้นก็ยังมีความเพลินความติดใจยินดีอยู่ในทุกข์นี้ คือยังเพลินยังติดใจยินดีอยู่ในรูปขันธ์กองรูป ในเวทนาขันธ์กองเวทนา ในสัญญาขันธ์กองสัญญา ในสังขารขันธ์กองสังขาร ในวิญญาณขันธ์กองวิญญาณ                และมิใช่แต่เท่านั้น เมื่อมีความเพลินมีความติดใจยินดี ก็ย่อมมีความดิ้นรนของใจ ใคร่ที่จะได้ ใคร่ที่จะเป็น ใคร่ที่จะทำลาย อันเกี่ยวแก่ความเพลินและความติดใจยินดีนี้ด้วย ใคร่ที่จะได้นั้น ก็คือใคร่ที่จะได้รูป ( เริ่ม ๓๐/๒ ) ใคร่ที่จะทำลายนั้นก็คือใคร่ที่จะทำลายสิ่งที่มาขัดขวาง ต่อความประสบความสำเร็จในการได้ต่อความที่จะเป็นของตน เป็นต้น อยู่ในขันธ์ ๕ นั้น จิตจึงมีความดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2013/04/12/entry-1

เราตั้งใจไว้ก่อน

โอวาทธรรม...
หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

นิพพาน เราตั้งใจไว้ก่อน
เหมือนกับ คนขึ้นยอดไม้
เธอขึ้นต้นไม้ ตั้งใจเราจะขึ้นให้สุดยอด
ถ้าบังเอิญ เราตั้งใจขึ้นสุดยอด
แรงมันไปไม่ถึง มันก็ต้องไปถึงกิ่งใดกิ่งหนึ่ง
... เป็นที่พักจนได้ ถ้าเราตั้งใจต่ำ
ดีไม่ดีมันขึ้นไม่ถึงเลย

หวังนิพพาน ก็เช่นเดียวกัน
ถ้ากําลังอย่างอ่อน มันก็ไปค้างที่สวรรค์ได้
กําลังอย่างกลาง ก็ไปค้างที่พรหม
ถ้าเราเกิดจิตไม่นิยมมนุษยโลก
เทวโลก และ พรหมโลก หรือ ไม่นิยมร่างกาย
ด้วยความจริงใจ เราก็ไปนิพพาน

http://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/26Phutthasattawat

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

ความผูกพันหวงแหน

ผู้ไม่ประมาทพึงทำใจให้พ้นจากความยึดมั่น
กรรมที่อาจทำให้มนุษย์ในชาติหนึ่งต้องเป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่ง หรือทำสัตว์ในชาติหนึ่งให้กลับเป็นมนุษย์ในอีกชาติหนึ่ง มีผู้เขียนบ้างเล่าบ้างไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่มีปรากฏในพุทธกาล จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามพึงไม่ประมาท กรรมใดที่เคยมีแสดงไว้ว่า ทำให้มนุษย์ต้องเกิดเป็นสัตว์ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่พึงทำ กรรมสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นกรรมทางใจคือความผูกพัน ผู้ตายมีความผูกพันในภพภูมิของตน เช่น ผูกพันในทรัพย์สมบัติของตนในภพภูมินั้น ความผูกพันยึดมั่นอาจนำให้กลับมาเกิดในบ้านเรือนตนอีกได้ แต่จะมิใช่เป็นมนุษย์ มีเรื่องเล่าว่า เกิดเป็นเล็นก็มี เกิดเป็นสุนัขก็มี ซึ่งน่าจะไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเป็น จึงน่าจะต้องระวังกรรมทางใจให้มาก เช่นเดียวกับกรรมทางกายทางวาจา อย่ายึดมั่นห่วงใยในอะไรให้มากนัก วางเสีย ปล่อยเสีย ท่องพุทโธไว้เสมอนั่นแหละจะทำให้ถอนใจจากความยึดมั่นได้ เคยมีผู้เล่าเรื่องของพระพุทธรูปงดงามองค์หนึ่ง สิ้นชีวิตไปในขณะที่จิตใจกำหลังรักและหวงแหนพระพุทธรูปองค์นั้นอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้มาขอชมพระพุทธรูป ก็มีงูใหญ่เลื้อยมาแผ่พังพานขู่อยู่ต่อหน้าแสดงความหวงแหน เมื่อผู้มาขอชมพูดว่าเพียงมาขอชมไม่ได้คิดจะนำไปเป็นของตน งูก็เลื้อยห่างไป ว่ากันว่าเจ้าของพระพุทธรูปได้มาเกิดเป็นงูเสียแล้ว เพราะความผูกพันหวงแหนพระพุทธรูป ความยึดมั่นผูกพันจึงเป็นกรรมทางใจที่น่าจะเป็นเหตุแห่งการทำให้มนุษย์ในชาติหนึ่งต้องเป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งได้ จึงไม่พึงประมาท จะจริงหรือไม่จริง เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็อย่าประมาทไว้ก่อน พยายามทำกรรมทางใจให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นให้ได้เต็มความสามารถเถิด
อำนาจแห่งมโนกรรม
ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องที่พระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อมรณภาพลงพระรูปหนึ่งจะนำจีวรไป พระพุทธเจ้าทรงห้ามและรับสั่งเล่าว่า พระภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนั้น ได้มาเกิดเป็นเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านซักตากไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อจะมรณภาพนั้นผูกพันอยู่กับจีวรผืนนั้น ที่ท่านเพิ่งได้มาและชอบมา กรรมทางใจหรือมโนกรรมมีโทษหนักเพียงนี้ ทำมนุษย์ในชาติหนึ่ง ให้เป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งก็ได้ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเมื่อเป็นสัตว์แล้ว ก็ยังระลึกถึงครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ได้ จะเดือนร้อนใจเพียงไหน พระพุทธเจ้ารับสั่งห้ามไม่ให้นำจีวรไป เพราะเล็นที่เป็นเจ้าของจีวรครั้งยังเป็นพระภิกษุนั้นหวงอยู่ ถ้านำจีวรไปก็จะโกรธแค้นขุ่นเคือง จะทำให้ไม่ได้ไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำไว้แล้วเป็นอันมาก อำนาจกรรมแม้เพียงมโนกรรมทางใจ ไม่ได้ปรากฏเป็น กายกรรม วจีกรรม ถึงเป็นการเบียดเบียนทำร้ายผู้ใด ก็ยังมีอำนาจใหญ่ยิ่งเพียงนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเตือนให้ระวัง ทุกคนจึงควรระวังให้จงหนัก

http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-73416.html

การทำใจให้รับผลของกรรมดีอย่างถูกต้อง

ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว มีคุณและโทษในตัว
ผลของกรรมดีและผลของกรรมชั่ว มีทั้งคุณและมีทั้งโทษอยู่ในตัว คุณหรือโทษจะปรากฏตามการวางใจรับผลนั้น ผลของกรรมดีที่เกิดแก่ผู้ใดก็ตาม แม้ผู้นั้นวางใจรับไม่ถูก ไม่ประกอบด้วยปัญญา ผลดีก็จะไม่สมบูรณ์ ทั้งผลร้ายก็จะต้องตามมา
การทำใจให้รับผลของกรรมดีอย่างถูกต้อง

การทำใจเมื่อได้รับผลของกรรมชั่วอย่างถูกต้อง

ได้รับผลของกรรมชั่ว คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายไม่ดี ก็ควรต้องทำใจให้รับให้ถูก เช่นเดียวกับการทำใจรับโลกธรรมฝ่ายดีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยใจให้ตกอยู่ในอำนาจของความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ หรือความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาท รับผลไม่ดีของกรรมไม่ดี ด้วยวิธีคิดเช่นเดียวกับเมื่อได้รับผลดีของกรรมดี คือ คิดถึงไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น ทุกข์แล้วก็สุข เป็นธรรมดา
ผลของกรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
พระนิพนธ์เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต
และพระคติธรรมเพื่อเป็นแสงส่องใจ

เมื่อยังละความยึดทุกอย่างไม่ได้ ก็พึงทุ่มเทจิตใจให้ยึดมั่นการทำกรรมดี

ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละ แต่เมื่อยังละความยึดทุกอย่างไม่ได้ ก็พึงทุ่มเทจิตใจให้ยึดมั่นการทำกรรมดี ยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความดี ว่าทำดีจักได้ดีจริง มีความยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความชั่ว ว่าทำชั่วจักได้ชั่วจริง ความยึดมั่นเช่นนี้จักเป็นทางนำไปดี ให้ได้ทำดี ไม่ทำไม่ดี ซึ่งก็ย่อมจักนำให้พ้นทุกข์โทษภัยของกรรมไม่ดี ได้รับแต่คุณประโยชน์สารพัดของกรรมดี


สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
พระนิพนธ์เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต
และพระคติธรรมเพื่อเป็นแสงส่องใจ
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->

http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-73416.html

โรคทางใจมีอยู่ทั่วทุกตัวคน

โรคทางใจมีอยู่ทั่วทุกตัวคน
หนักเบาต่างกันที่อำนาจของกรรมที่ตนกระทำ

คนน่าสงสารในโลกนี้มีมากนัก ทั้งน่าสงสารทางกาย และน่าสงสารทางใจ เราเองแทบทุกคนก็เป็นโรคน่าสงสารเช่นที่กล่าวแต่เมื่อไม่ใช่โรคทางกาย ก็ไม่เห็นกันไม่รู้กันว่า ตนเป็นคนหนึ่ง จำนวนมหาศาลที่น่าสาร และน่าสงสารยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย น่ากลัวน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย โรคน่าสงสารทางใจตัวเอง ต้องรู้ด้วยตัวของตัวเอง ต้องยอมรับด้วยตัวของตัวเอง จึงจะแก้ไขได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางจะรักษาโรคทางใจได้เลย แม้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นโอสถรักษาโรคทางใจของผู้ที่ไม่ยอมรับรู้ว่าใจของตนมีโรค นั่นก็คือผู้ไม่ยอมรักการรักษา ไม่ยอมรับโอสถของพระพุทธเจ้า เขาย่อมเป็นคนน่าสงสารตลอดไป พบคนเช่นนี้พึงย้อมดูตนเอง คงจะต้องพบโรคทางใจด้วยกันเพียงแต่ว่าจะมากน้อยหนักเบากว่ากันเพียงไร ตามอำนาจของกรรมที่ได้กระทำมาแล้วเท่านั้น

สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
พระนิพนธ์เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต
และพระคติธรรมเพื่อเป็นแสงส่องใจ
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-73416.html