วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

อดีต ปัจจุบัน อนาคต


อดีต ปัจจุบัน อนาคต
“สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
... โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย”
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
วัดป่าภูริทัตตถิราวาส จังหวัดสกลนคร

มีสติพร้อม

มีสติพร้อม
“จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม
คือ อย่าให้มีโทสะ
อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง”
หลวงปู่ทวด

วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี


http://www.bannaksit.com/index.php?topic=160
http://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/pages/%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95/134842136544360
http://board.palungjit.com/f128/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-321729.html

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ใจก็ต้องกลับมาอยู่กับตัว แล้วใจที่จะไม่วุ่นวาย ไม่สับสน



ใจที่เตลิดเปิดเปิงก็เป็นใจที่วุ่นวายสับสน เป็นใจที่ฟุ้งซ่าน เป็นใจที่กระวนกระวายจนกระทั่งกลายเป็นใจที่เครียด อันนี้คือจิตใจที่มันเสียศูนย์ จิตใจที่ไม่มีดุลยภาพ มันเตลิดออกไปละ นี้เราก็ต้องตั้งหลักให้มัน ใจก็ต้องกลับมาอยู่กับตัว แล้วใจที่จะไม่วุ่นวาย ไม่สับสน ก็คือใจที่เราเรียกง่าย ๆ ด้วยศัพท์เดียวว่าสมาธินั่นเอง




ป.อ.ปยุตโต

บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมี

"อยากสวยให้ถือศีล อยากรวยให้ทำทาน
อยากมีปัญญาชาญให้ภาวนา"


" บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมีนี้แหละทาน ก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ หรือ การละการวางผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มากผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อยมัจฉริยะความตระหนี่เหนียวแน่น นี้หละ คือความโลภ ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค ก็บริจาคทรัพย์สมบัติ วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นหละ ไม่ใช่อื่นไกลแปลว่า ทะนุบำรุงตน เหมือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านจะสำเร็จมรรคผล ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือทานบารมีอันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้ ทานเป็นเครื่องสะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้วเราจะเดินทางไกล เราก็ไม่ต้องกลัวอดกลัวอยาก กลัวทุกข์กลัวยากของเก่าเราได้ทำมาไว้ ถ้าอะไรเราไม่ได้ทำไว้ อยากได้ มันก็ไม่ได้ ถ้าได้ทำไว้แล้ว สร้างไว้แล้ว ไม่อยากได้ มันก็ได้ นี่แหละทานบารมี เหตุนี้ ให้พากันเข้าใจ "

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3

ภาวะชีวิตของสัตว์

"บุคคลผู้ใดหมั่นเจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นนิจ ก็จะได้รับผลคือความสุข"

 "คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย คนกลัวตายจะต้องตายอีก"

" ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ* ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้ "

"ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย"

"ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว
ผู้จะต้องถึงมรรคผลนิพพานได้นั้น จะต้องทำทางใจ ถ้าไม่ทำทางนี้แล้ว จะทำการกุศลสักเท่าไร ก็ถึงมรรคผลนิพพานไม่ได้ นิพพานนี้จะต้องถึงด้วยข้อปฏิบัติทางใจเท่านั้น ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นเหตุแห่งสมาธิ สมาธิเป็นเหตุแห่งปัญญา ปัญญาเป็นเหตุแห่งวิมุตติ สมาธิเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งแห่งปัญญาและญาณ อันเป็นองค์สำคัญของมรรค แต่จะขาดสมาธิไม่ได้ถ้าขาดแล้วก็ได้แต่จะคิดๆ นึกๆ เอา ฟุ้งซ่านไปต่างๆ ปราศจากหลักฐานสำคัญ สมาธิเปรียบเหมือนตะปู ปัญญาเปรียบเหมือนค้อนที่ตอกตะปู ถ้าตะปูเอียงไปค้อนก็ตีผิดๆ ถูกๆ ตะปูนั้นก็ไม่ทะลุกระดานนี้ฉันใด ใจเราจะบรรจุธรรมชั้นสูงทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณ ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย แต่ไม่พ้นจากโลกได้เพราะขาดญาณ ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรสนใจ อันเป็นทางพ้นทุกข์ถึงสุขอันไพบูลย์

 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร


ภพและกำลังอิทธิพลของภพ. ภพ แปลว่า โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

การหอบอดีตและอนาคต

"เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้าน เต็มเมือง เราก็วางเสีย ละเสีย ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น การหอบอดีต และอนาคตมาหมักสุมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ตัดออกให้หมด"
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2:%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

ความทุกข์คืออะไร

ทุกข์เหมือนกับเราแบกของหนักอันหนึ่ง ทุกข์อีกอันหนึ่งคือเป็นหนี้สิน ของคนอื่นก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะแบกก้อนหินใหญ่ก็เป็นทุกข์ เรื่องทุกข์ เอาใจไปแบกก็เป็นทุกข์ เอากายไปแบกก็เป็นทุกข์ มันมีแต่เรื่องทั้งนั้น ท่านจึงสอนให้เรารู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ท่านสอนอย่างนี้ จะเป็นทุกข์มาจากอะไรๆ ก็ตามก็ทุกข์อันเดียวกัน ความทุกข์เกิดขึ้นมา ก็คือทุกข์เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย เช่นพ่อค้าที่เคยค้าขาย เป็นคนร่ำรวย มาบวชเป็นพระแทนที่จะมาประพฤติปฏิบัติ ให้เห็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า "ก็ไม่เห็น" ก็เลยตายจากสมบัติเงินล้านเงินโกฏิเฉยๆ ถ้าบวชอย่างนี้จะก้าวมาเดินไปให้มันเสียเวลาทำไม อยู่กับเรือนจะไม่ดีกว่าหรือ http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2013/04/12/entry-1