วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โลกกลียุค

โลกกลียุค

โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค
ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย
จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย
เพราะเห็นกง -จักรร้าย เป็นดอกบัว
กิเลสไส -หัวส่ง ลงปลักกิเลส
มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว
สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว
เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ
มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น
สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ
เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน
แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ

พุทธทาส ภิกขุ

http://www.a-free-guestbook.com/guestbook.php?username=buddhadasa

" เพชรในหัวคางคก "


" เพชรในหัวคางคก "

ความผิดหวังหรือความทุกข์นั้นมันมีค่า มากพอ ๆ กันแหละ คือมันทำให้ฉลาด
 ในเมื่อความสมหวังนั้นมันทำให้เหลิง แต่ความผิดหวังนั้นมันทำให้ฉลาด ลักษณะอย่างนี้เรียกกันมาแต่โบราณว่ามีเพชรในหัวคางคก หัวคางคกที่ใครแสนจะเกลียดนั้น ดูใ...ห้ดีข้างในนั่นมีเพชร
ในความทุกข์หรือความผิดหวัง ความขาดทุนอะไรก็ตามในนั้นมีเพชร คือจะทำให้พบหนทางที่จะแก้ไขไม่ให้เป็นอย่างนั้น ว่าที่แท้มนุษย์เราฉลาด ๆ ขึ้นมาก็เพราะสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือความผิดหวังทั้งนั้นแหละ

ต้อนรับความผิดหวังให้ดี มันก็กลายเป็นได้ ไม่ใช่เสียเพราะมันทำให้ฉลาดกว่าเดิม แล้วก็เอาความฉลาดนั่นแหละไปใช้ต่อไปในการสมหวังข้างหน้าโน้น

พุทธทาสภิกขุ

https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/Posttoday

ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน

ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน ในปัจจุบัน คือ
ไม่มีกิเลส เกิดขึ้นแผดเผาให้เร่าร้อน ทุกเวลานาที ทุกอิริยาบถ,
ในความรู้สึกอย่างสันทิฏฐิโก (คือรู้สึกอยู่ภายในใจ) (๘)

มีชีวิตเย็นเป็นนิพพาน (นิพฺพุโต) ในปัจจุบันได้
โดยที่ทุกอย่างถูกต้องแล้ว พร้อมแล้ว ไม่ว่าสำหรับจะตายหรือจะอยู่;
เพราะไม่มีอะไรยึดถือไว้ว่า กู-ของกู (๙)
พุทธทาส ภิกขุ


http://www.a-free-guestbook.com/guestbook.php?username=buddhadasa

มองถูก ทุกข์คลาย

มองถูก ทุกข์คลาย

มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน
มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา
มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา
จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง
จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี
ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง
หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง
อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา
มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก
มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า
มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา
มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเอง ฯ
(พุทธทาสภิกขุ)

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"สมาธิ" เขาแปลว่า "ตั้งใจ"

@--- จิตทรงฌาน ---@
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

คำว่า "จิตทรงฌาน" ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิทั้งวัน ไอ้นั่นน่ะมันบ้าแล้ว ถ้านั่งสมาธิทั้งวันนี่เป็นโรคประสาทแน่ เป็นบ้าแน่ คำว่า "สมาธิ" เขาแปลว่า "ตั้งใจ" ต้องทำกำลังใจเบาๆ อันดับแรกที่สุดเราจะทำง...านทำการต้องทำทุกอย่าง งานอะไรมีขึ้นต้องทำ ไม่ใช่ทำสมาธิแล้ว ... "ฉันไม่ทำงาน" อันนี้ ตกนรกแน่ ไม่ช้าความปรารถนาไม่สมหวังเกิดขึ้น ในเมื่อความปรารถนาเกิดขึ้น อารมณ์มันก็ฟุ้งซ่าน มีความเดือดร้อน เกิดการเดือดร้อนขึ้นมา จิตใจก็เดือดร้อน ลงนรกไปเลย อย่านึกว่ามีฌานเป็นของดี ... ฌานน่ะดีแน่ แต่ทำให้มันถูก

คำว่า "ผู้ทรงฌาน" แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติจะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ ยามว่าง...ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา... แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที ถ้ากระเด็นบ่อยๆไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ เราทำการทำงานทุกอย่างใจไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์

อย่าถือว่าทำฌานสมาบัติแล้ว ทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ไอ้นั่นล่ะตัวนรกล่ะ ไม่ช้า "มานะ" มันจะเกิด ... มันก็ต้องทำ ทำแล้วจิตใจไม่ตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์เท่านั้น
 
ข้อมูลจาก

ใจเป็นธาตุสำเร็จ

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
ใจเป็นธาตุสำเร็จ
ถ้าอยากจะกลุ้มก็ให้นึกเรื่องกลุ้ม
แล้วเราก็จะสมหวังทันที
ถ้าอยากวิตก จงคิดเรื่องที่ทำให้วิตก
ถ้าอยากจะใจใส ให้เรานึกถึงเรื่องใสๆ ของใสๆ
บุคคลใสๆ บุคคลอันเป็นเลิศอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงปู่วัดปากน้ำฯ เป็นต้น
ทุกอย่างจึงแล้วแต่เรา เพราะใจเป็นธาตุสำเร็จ...... โอวาทหลวงพ่อ

เติมความสุข กำลังใจ สู่ความสำเร็จในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม
ได้ทุกวันที่เพจ www.facebook.com/ThanavuddhoStory
(เพจนี้จัดทำโดยทีมงานการศึกษา)

ผลของการปฏิบัติธรรม

อย่าไปกลัวทุกข์ อย่าไปกลัวปัญหา ทุกครั้งที่ทุกข์เกิดขึ้นหรือมีปัญหา ให้ถือว่าเป็นวันเวลาพิสูจน์ผลของการปฏิบัติธรรม ขอให้มองทุกอย่างเป็นครู มองทุกอย่างเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ใครที่มีวิธีคิดแบบนี้ เขาจะมีชีวิตที่ไม่ขาดทุน ได้กำไรจากทุกๆ เรื่อง
ที่มา..หนังสือ "ความสุขในกำมือ" โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

https://www.facebook.com/profile.php?id=100002155660855#!/vajiramedhi

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

" บุญบริสุทธิ์ "

" บุญบริสุทธิ์ "
( สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี )
การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น
ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่หนึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88/222085381235218

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิธีการละกิเลส

"วิธีการละกิเลส : ตั้งเป้าให้สูง ทำสม่ำเสมอ"
การละกิเลสนี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องละด้วยการตั้งเป้าหมายให้มากเกินกว่าที่มันมีอยู่จริง คือว่ากลัวให้มันมากเข้าไว้ ตั้งใจจะละให้มันมากเข้าไว้ ในเรื่องความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี ต้องมีความละอายให้มากเข้าไว้ มีความกลัวให้มากเข้าไว้ แล้ว(ถ้า)มันละได้ไม่เต็มตามนั้นน่ะ นี้มันก็เหลืออยู่พอดี แล้วจะต้องละให้มันถูกต้องกะเรื่องกะราว โดยมากไม่ค่อยจะถูกจุดไม่ค่อยจะตรงจุด มันต้องละเป็นนิจ ไอ้เป็นนิจนี่ก็หมายความว่าอย่างสม่ำเสมอด้วย
พุทธทาสภิกขุ

ทางสี่แพร่ง

 
"เกิดเป็นคน เหมือนกับเกิดมาอยู่ในทางสี่แพร่ง จะทำดีและทำชั่ว ไปสวรรค์หรือตกนรกก็คนเรานี้ทำทั้งนั้น ไปเป็นมนุษย์ และเปรตก็คนเรานี้ทำเอาทั้งนั้น มนุษย์คนเรานี้จะดีก็แสนดีที่สุดจะชั่วก็แสนชั่วที่สุด ฉะนั้น จงเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะยากที่จะได้เกิดมาเป็นคนเช่นนี้"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

บังคับให้คนอื่นต้องชอบเหมือนเรา

"เมื่อเราชอบอะไรก็ตาม อย่าบังคับให้คนอื่นต้องชอบเหมือนเรา ถึงแม้เราจะปรารถนาดีต่อคนอื่นอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่นิยมชมชอบในสิ่งที่เราปรารถนาจะให้เขาชอบ ความปรารถนาดีของเรา ก็อาจจะทำให้เขามีความทุกข์ได้"

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การทำตนให้เป็นคนดี

การทำตนให้เป็นคนดี "
( สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )
.. "การช่วยให้คนชั่วเป็นคนดี" นั้น
ผู้ใดทำได้จักได้กุศลสูงยิ่ง ..
"การช่วยตนเองที่ประพฤติไม่ดีให้เป็นประพฤติดี"
 นั้น ก็เป็น "การช่วยคนชั่วให้เป็นคนดี" เช่นกัน
... และจะเป็นกุศลที่สูงที่สุดเสียด้วยซ้ำ
เพราะนอกจากตนเองจะช่วยตนเองแล้ว คนอื่นยากจักช่วยได้
นี่หมายความว่า ..
อย่างน้อยตนเองต้องยอมรับฟังการแนะนำช่วยเหลือของผู้อื่น
ยอมปฏิบัติตามผู้อื่นที่ปฏิบัติ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ปรากฏอยู่
คือทำตนเองให้เป็นผู้ประพฤติธรรมของ "สัตบุรุษ"
ละการประพฤติปฏิบัติธรรมของ "อสัตบุรุษ" ให้หมดสิ้น









สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง คือ
  1. มีศัรทธา
  2. มีความละอายต่อบาป
  3. มีความกลัวต่อบาป
  4. เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก
  5. เป็นคนมีความเพียร
  6. เป็นคนมีสติมั่นคง
  7. เป็นคนมีปัญญา

" ความซับซ้อนของกรรม "



" ความซับซ้อนของกรรม "

( สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก )

การเขียนหนังสือด้วยปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนลงครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจง่าย แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น ตัวหนังสือยิ่งจะทับกันยิ่งขึ้นทุกที การอ่านก็ยิ่งอ่านยากขึ้นทุกที จนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมา ให้เพียงรู้เท่านั้นว่า มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้นอ่านไม่รู้เรื่อง และไม่รู้ว่าอะไรเขียนก่อนและอะไรเขียนทีหลัง

การทำกรรมหรือการทำดีทำชั่วก็เช่นกัน ต่างได้ทำกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่เขียนทับจนอ่านไม่ออกและไม่สามารถรู้ว...่าอะไรเขียนก่อนอะไรเขียนทีหลัง เหมือนกับการทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ว่ากรรมใดทำก่อนกรรมใดทำทีหลัง ไม่สามารถรู้และแยกว่าทำอะไรดีมาบ้าง ทำอะไรไม่ดีมาบ้าง ทำดีทำไม่ดีอะไรทำก่อนอะไรทำทีหลังไม่สามารถแยกแยะได้ และทำมากทำน้อยทำหนักทำเบากว่ากันอย่างไร เป็นความซับซ้อนของกรรมที่ทำไว้จนแยกไม่ออกมาหลายภพหลายชาติ เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือที่ทับกันไปเรื่อยๆ จนอ่านไม่ออกและไม่รู้ว่าคำไหนเขียนก่อนเขียนทีหลัง


ความซับซ้อนของกรรม แตกต่างจากความซับซ้อนของตัวหนังสือ ตรงที่ตัวหนังสือเมื่อเขียนทับกันมากๆ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเขียนเรื่องดีหรือเขียนเรื่องไม่ดีอย่างไร แต่กรรมนั้นแม้ทำซับซ้อนมากเพียงไร หรือทำกรรมไม่ดีไว้มากน้อยเพียงใด โดยผลที่ปรากฏขึ้นของกรรมนั้นเองเป็นเครื่องช่วยแสดงให้เห็น

ชีวิตหรือชาตินี้ของทุกคนมีชาติกำเนิดไม่เหมือนกัน เป็นไทยก็มี จีนก็มี แขกก็มี ฝรั่งก็มี เป็นต้น มีชาติตระกูลไม่เหมือนกัน ตระกูลสูงก็มี ตระกูลต่ำก็มี ฐานะต่างกันร่ำรวยก็มี ยากจนก็มี สติปัญญาต่างกัน โง่ก็มี ฉลาดก็มี ความแตกต่างห่างกันนานาประการเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องชี้ให้ผู้เชื่อในกรรมและผลของกรรม เห็นความมีภพชาติในอดีตของแต่ละชีวิตในชาติปัจจุบันที่เกิดมาต่างกันในชาตินี้ เพราะทำกรรมที่ต่างกันไว้ในชาติอดีต

ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของกรรม คือความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์ เป็นต้น แม้เทวดาอาจมาเป็นมนุษย์ได้เป็นสัตว์ก็ได้ มนุษย์อาจเป็นเทวดาได้เป็นสัตว์ได้ สัตว์อาจเป็นเทวดาได้เป็นมนุษย์ได้ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิดนั่นเอง

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้ใดประมาท

ผู้ใดประมาทในภายก่อนเเล้วย่อมไม่ประมาทในภายหลังผู้นั้นได้ชื่อว่าทำโลกนี้ให้ผ่องสว่างดั่งดวงจันทร์กระจ่างพ้นจากเมฆ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำในปัจจุบัน

ของเก่าปกปิดความจริง ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด
จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน
ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน
ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียร ไม่มีความสำเร็จ
( หลวงปู่แหวน สุจิณโณ )

การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

 "....มรรคผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกาย
แต่มรรคผลขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามธรรมวินัย
ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว
ละ....ในสิ่งที่ควรละ
...
เว้น.....ในสิ่งที่ควรเว้น
เจริญ.....ในสิ่งที่ควรเจริญ
นั่นแหละคือทางดำเนินไปสู่มรรค ผล นิพพาน...."

(โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต )

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "

" ความตายเหมือนเปลี่ยนรถ "
( พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก )
ปัญญา คือ อะไร
ปัญญา คือ ความรอบรู้ในขันธ์ 5
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริง
เช่นเมื่อพิจารณากาย ก็รู้ว่า
กายไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
... กายเป็นเพียงวัตถุก้อนหนึ่ง แยกต่างหากจากจิต
เหมือนรถกับคนขับรถ
ถ้ามีปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว ความตายก็ไม่มี
มีแต่การเปลี่ยน เหมือนเปลี่ยนรถ
เมื่อรถเสียแล้ว เก่าแล้ว พังแล้ว
ถ้าคนขับมีเงินมีทอง
ก็ไม่ต้องเสียใจกับ รถคันเก่า
ทิ้งรถเก่าเสีย ซื้อรถใหม่ที่ดีกว่า
ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ..... เราซื้อรถใหม่เลย สบายใจดี
แต่มีปัญหาว่า บางคนไม่มีเงิน ซื้อรถใหม่ไม่ได้
หรืออาจจะซื้อได้แต่รถจักยานเท่านั้น

สมัยก่อนมีรถ ตอนนี้ไม่มีแล้ว
อาจจะต้องเดินเท้าเปล่า ลำบากหน่อย
นี่สำคัญ จิตของเราก็เหมือนกัน

ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า จิตรวยด้วยอริยทรัพย์
มีคุณงามความดีมาก
ย่อมจะรู้สึกว่า ความตาย คือ มรณภาพ

คือ การเสียสละร่างกายนี้ เราคือใจคือจิต ความตายเป็นเรื่องของกาย
กายแก่แล้ว เสียแล้ว พังแล้ว ตายแล้ว
ญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ก็เอาไปเผาทิ้ง
เราเสียสละกายได้ด้วยความสบายใจ ความตายจึงไม่น่ากลัว
ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่อยู่
คล้ายกับไปเที่ยวต่างประเทศที่ไม่เคยไป
พี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่พากันร้องไห้
แม่ของเรา พ่อของเรา ลูกของเรา
เพื่อนของเราตายแล้ว พากันร้องไห้
แต่สำหรับคนที่เข้าใจธรรมะ
คนที่มีกำลังใจดี คนที่ไม่ประมาท
เจริญศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว
และมีความมั่นใจว่า เราทำดีมามากแล้ว
ใจของเราย่อมปลอดภัยแล้ว
ก็คล้ายกับว่า เรานั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ
ไปเที่ยวไม่กลับนี่แหละ
คนที่ส่งร้องไห้ แต่เราสบายใจ
ไปแล้วมีคนต้อนรับ คนต้อนรับก็พากันดีใจ
เราอาจจะเกิดในตระกูลที่ดีขึ้น ดีกว่าเดี๋ยวนี้
พ่อแม่ญาติพี่น้องดีใจต้อนรับ
สรุปแล้ว การปฏิบัติทั้งหมด ก็เพื่อจะไม่กลัวตาย
ยอดของการปฏิบัติ ก็คือตรงนี้
ถ้าเราพิจารณาธรรมะลักษณะอย่างนี้ ก็จะมีกำลังใจ
จงสนใจศึกษาธรรมะในลักษณะเช่นนี้มากขึ้นๆ
เพื่อให้ใจสบายนี่แหละ
เมื่อเราปฏิบัติธรรมมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นเพียงใด
ย่อมจะสบายใจมากขึ้นๆ เพียงนั้น................. เอวัง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สัจจะ

พุทธธรรมนำใจ

" สัจจะตัวเดียวมีทั้งอภินิหาร  ทาน ศีล ภาวนา "

( หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม )

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความฉลาดทางอารมณ์

“ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึง...
ความสามารถรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีสติ รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง รู้จักรอคอย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สามารถจัดการกับความไม่สบายใจต่างๆได้
และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง”
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ขอขอบคุณ
ข้อมูลจากคุณ Nui Na Ka