วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด




“ให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอดีตกับอนาคตก็จะดีไปเอง” -พุทธทาสภิกขุ ธรรมมะก่อนนอน ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ เป็นหลักธรรมคำสอนที่ พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน^^ http://www.facebook.com/#!/Posttoday

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

อยู่ให้สบาย

อยู่ให้สบาย
“ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด
อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้น
... เหนืออารมณ์ เหนือคำสรรเสริญ
เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง
เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง”
หลวงปู่ทวด
วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี
 
คติธรรมนำชีวิต

กระแสเหตุปัจจัย

สิ่งทั้งหลายคือกระแสเหตุปัจจัย มิใช่มีตัวตนที่เที่ยงแท้เป็นจริง หลักปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นอาการที่สิ่งทั้งหลายสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยต่อกันอย่างเป็นกระแส ในภาวะที่เป็นกระแสนี้ ขยายความออกไปให้เห็นแง่ต่างๆ คือ
* สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นปัจจัยกัน
* สิ่งทั้งหลายมีอยู่โดยความสัมพันธ์
* สิ่งทั้งหลายมีอยู่ด้วยอาศัยปัจจัย
* สิ่งทั้งหลายไม่มีความคงที่อยู่อย่างเดิมแม้แต่ขณะเดียว
* สิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่โดยตัวของมันเอง คือไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน
* สิ่งทั้งหลายไม่มีมูลการณ์ หรือต้นกำเนิดเดิมสุด


( พุทธธรรม พระรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต)
 

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

วาสนา

 
“วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย
คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว
แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้
บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต
... วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต
ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต
เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น

 ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา
ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง 

 ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน
ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่
มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป
จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน”
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
วัดป่าภูริทัตตถิราวาส จังหวัดสกลนคร
 

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

เวทนา

กลไกสำคัญอันเปรียบเหมือนหมุดยักษ์ที่ยึดพวกเราไว้ในสังสารวัฏ คือ ความอยากได้สิ่งที่ชอบ สิ่งใดที่เราชอบสิ่งนั้นให้เป็นเวทนาอันเป็นสุข สิ่งใดให้เวทนาอันเป็นสุข สิ่งนั้น คือ ความเป็นที่รักของจิตอันชุ่มกิเลส
เวทนา แปลว่า ความเสวยอารมณ์ ความรู้สึก
ความรู้สึกสุขทุกข์ มีอยู่สามชนิดด้วยกัน คือ สุขเวทนา (สุขเวทนา) ทุกขเวทนา (ทุกข์ร้อน) และ อทุกขมสุขเวทนา (ไม่ทุกข์ไม่สุข)
เวทนา/ดังตฤณ
http://www.dharma-gateway.com/ubasok/dangtrin/dangtrin-20.htm

 

ทุกข์


การสะสมนั้น แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย

7. อรรถของอาสยานุสยะ
การสะสมนั้น แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ อาสยะ เป็นกุศล หรือ อกุศลใด ๆ ที่เกิดแล้ว
ดับไป ไม่สามารถจะออกไปจากจิต เก็บสะสมสืบต่อในขณะต่อ ๆ ไป ทำให้แต่ละ
คนมีอัธยาศัยต่าง ๆ เช่น ยังไม่พูด เก็บไว้ก่อน ๆ สะสมสืบต่อ ไม่รู้ได้ว่าขณะ
ต่อไปจะเป็นอะไร ส่วนอนุสัย หมายเฉพาะอกุศลเท่านั้น

การเข้าใจธรรม

9. ความโกรธสงบได้อย่างไร
แม้รักษาศีล ๕ แล้วก็ยังโกรธ เพราะศีลระงับความโกรธไม่ได้ ความสงบของจิต
ชั่วคราว ก็โกรธอีก จึงมีข้อความแสดงว่า “ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยวิธีอื่น
นอกจากการเข้าใจธรรม” เพราะหนทางเดียว คือ สติสัมปชัญญะ เห็นโทษอกุศล
โดยประการต่างๆ แม้ความไม่รู้ จนกระทั่งรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
คือ รู้ตัว ว่าไม่มีตัว มีแต่ธรรม

ความหมายของสิ่งที่มีค่า

ความหมายของสิ่งที่มีค่า
แก้ว แหวน เงิน ทอง คิดว่ามีค่า แต่ก็ทำให้เกิดความทุกข์ แต่
สิ่งที่มีค่าแท้จริง คือ
สิ่งนั้นไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใด ๆ ทั้งสิ้น
 ความลึกซึ้งของสิ่งนั้น คือ เหนือสิ่งอื่นใด
ที่มีค่าเสมอพระรัตนตรัยไม่มี
ทุกวันนี้สะสมสิ่งอื่นที่ไม่มีค่าแล้ว เข้าใจว่ามีค่าหรือไม่ เพราะถ้าสิ่งนั้นทำให้เกิด
โลภะ โทสะ แล้วค่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน
 

การเก็บอารมณ์

" เมื่อเรามีหลักอยู่ว่า เราจะบำเพ็ญประโยชน์ให้กับคนทั่วไป คนที่มาหาเรา
ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะไหนเราก็รับได้ เพราะเราตั้งใจไว้ดี แต่ถ้าหากเราเกิด
มีอารมณ์โกรธ อารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมา เราก็พยายามเก็บมันไว้ภายในไม่ให้ใคร
รับรู้ได้ ในตอนแรก ๆ การเก็บอารมณ์นี้ มันจะกระทำได้ยากอยู่ แต่ถ้หากทำ
เป็นประจำ จนกระทั่งเกิดเป็นความเคยชินแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะหายไปเอง "

--------------------------------------------------------------------------------

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโณ ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

หนี


วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

เจ้ากรรมนายเวร

เจ้ากรรมนายเวร
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

..เจ้ากรรมนายเวร หมายถึงบาปที่เป็นอกุศล
ที่เราได้ทำไว้กับคนและสัตว์ในอดีตชาติก็ดี
...
ในชาติปัจจุบันก็ดี อย่างบางคนที่เราฆ่าเขาบ้าง
เราทำร้ายเขาบ้าง เขาอาจจะไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมแล้ว
ถ้าเป็นเทวดาเขาไม่สนใจแล้ว แต่ไอ้ตัวบาปที่เราทำไว้
อย่างคนที่ไปขโมยของเขา เจ้าของเขาไม่ติดใจ
แต่ตำรวจมีหน้าที่ตามไม่ใช่อยากตาม แต่กฎหมายให้ตาม
ฉะ...นั้น กรรมหรือเวรตัวนี้คือกฎหมาย ถ้าหากปฏิบัติ
ในขั้นสุกขวิปัสสโก ก็จะบอกว่าไม่มีตัวตนเพราะไม่เคยเห็น
แต่ว่าตั้งแต่ เตวิชโชขึ้นไปเขาเห็น ดังเรื่องที่อาตมาเล่าให้ฟังประกอบเรื่องนี้

เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ คืนหนึ่งอาตมาเจริญพระกรรมฐานเสร็จ ก็อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ขณะที่อุทิศส่วนกุศลก็มายืนกันมากแต่ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร เป็นคนมาโมทนาบุญ พอเขาโมทนากันเสร็จ ก็มีชายคนหนึ่งคลานเข้ามา ถือขวานเล่มใหญ่

พอเข้ามาใกล้ก็บอกว่า "ผมกับท่านหมดเรื่องกัน"
อาตมาก็ถามว่า "หมดเรื่องอะไร"
เขาก็บอกว่า "หมดเรื่องที่จะต้องติดตามจองล้างจองผลาญกัน"
ก็ถามอีกว่า "จองล้างจองผลาญฉันทำไม"
เขาก็บอกว่า "เปล่าครับ ผมไม่ได้จองล้างจองผลาญ"
ก็ถามว่า "แล้วเข้ามาทำไม"

เขาก็เลยเล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่า "ในอดีตนับเป็นสิบ ๆ ชาติ ท่านกับผมรบกันมาเรื่อย" เป็นคู่สงครามกัน ตัวเขาเก่งขวานทุกชาติ ส่วนอาตมาเก่งดาบสองมือทุกชาติ ถ้าเวลาให้รบตัวต่อตัว ต้องเอาคู่นี้มารบกัน ถ้าคนอื่นหัวขาด พอถึงเวลากินข้าวก็บอกว่า "พักรบก่อน กินข้าวเสร็จมารบกันใหม่" วันนั้นทั้งวันไม่มีใครเสียท่ากัน

อาตมาถามว่า "มันมีเวรกรรมอะไรกันล่ะ"
เขาบอกว่า "กฎของกรรมเขาถือว่ามี แต่เวลานี้กฎของกรรมสลายตัวแล้ว"
ก็เลยถามว่า "เวลานี้ไปเกิดที่ไหน"
เขาก็บอกว่า "ผมเป็นพรหมครับ"
ถามว่า "พรหมยังจองกรรมหรือ"
เขาตอบว่า "ผมไม่ได้จองแต่กฎของกรรมมันจอง เรื่องของกรรมหนัก ๆ ระหว่างสงครามหมดกันแค่นี้"

เราอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เขาจะได้รับหรือไม่ได้รับก็ตาม บุญที่เราทำเป็นผลให้เกิดความสุข ไอ้กรรมต่าง ๆ ที่เป็นอกุศลที่เราได้ทำไปแล้ว เราไปยับยั้งมันไม่ได้ แต่ทว่าถ้าเราทำกรรมดีให้มีกำลังเหนือบาป บาปต่าง ๆ ก็จะตามเราไม่ทันเหมือนกัน เรียกได้ว่า เป็นการทำบุญหนีบาป ไม่ใช่ทำบุญล้างบาปทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะไม่มี ดังนั้นถ้าเราจะชดใช้บาปก็คงจะชดใช้กันไม่ไหวมีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนาคือ หนีบาปด้วยการปฏิบัติดังนี้
๑) การคิดถึงคุณพระรัตนตรัยคือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระอริยสงฆคุณ
๒) ทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
๓) มีพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน
๔) มีอิทธิบาท ๔ ทรงตัว
๕) มีการภาวนาให้จิตทรงตัว
๖) พยายามรวบรวมบารมี ๑๐ ประการให้มีในจิตให้ครบถ้วน
๗) พยายามตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการให้หมด
๘) จรณะ ๑๕ ปฏิบัติให้ครบถ้วน

เมื่อมีการทรงตัวดังกล่าวมาแล้วนี้ได้ทั้งหมด ก็เป็นอันว่าไม่ต้องเกิดกันอีกต่อไป นั่นคือตายเมื่อใดก็ไปพระนิพพานอันเป็นแดนที่มีความสุขที่สุด.."

ฝึกสมาธิอย่างเดียว...

ฝึกสมาธิอย่างเดียวยังตกนรกได้


โดย หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

อารมณ์ฌานโลกีย์ที่ทำได้นั้นเอาแน่นอนไม่ได้
เมื่อร่างกายปกติ ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ไม่ป่วย
เราก็สามารถ คุมอาการภาวนาหรือรู้ลมหายใจเข้าออกได้สบาย
ไม่มีอารมณ์ขวาง แต่ถ้าร่างกายบกพร่องนิดเดียว
เราก็ไม่สามารถคุมให้อยู่ตามที่เราต้องการได้
ฉะนั้น ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว
จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์ พรหมโลก
นิพพานนั้น เอาแน่นอนไม่ได้เพราะถ้าก่อนตาย
มีทุกขเวทนามาก
จิตอาจจะทรงอารมณ์ ไม่อยู่
ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย
อาจจะไปอบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย
สัตว์เดียรัจฉาน ได้ ถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิ
ไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคอง
เมื่อเวลาตายเกิด มีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ
สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมะอย่างอื่นเข้าประคองใจด้วย
ธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนี้ก็ได้แก่
กรรมบถ ๑๐ ประการ

การที่จะทรงความดีเต็มระดับ
ตามที่กล่าวมาให้ครบถ้วน ให้ปฏิบัติดังนี้
๑. คิดถึงความตายไว้ในขณะที่สมควร
คือไม่ใช่ทุกลมหายใจเข้าออก
เมื่อตื่นขึ้นใหม่ ๆ อารมณ์ใจยังเป็นสุข ก่อนที่จะเจริญภาวนาอย่างอื่น
ให้คิดถึงความตายก่อน คิดว่าความตายอาจจะเข้ามาถึงเราในวันนี้ก็ได้ จะตายเมื่อไรก็ตาม
เราไม่ขอลงอบายภูมิ ที่เราจะไปคืออย่างต่ำไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม
ถ้าไม่เกินวิสัยแล้วขอไปนิพพานแห่งเดียว
คิดว่าไปนิพพานเป็นที่พอใจที่สุด ของเรา
๒. คิดต่อไปว่าเมื่อความตายจะเข้ามาถึงเรา
จะเป็นเวลาใดก็ตาม เราขอยึดพระพุทธเจ้า
พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต
คือไม่สงสัย ในความดีของพระพุทธเจ้า ยอมเคารพด้วยศรัทธาคือความเ
ชื่อถือในพระองค์ขอปฏิบัติตามคำสอน คือกรรมบถ ๑๐ ประการ
โดยเคร่งครัด ถ้าความตายเข้ามาถึงเมื่อไรขอไปนิพพานแห่งเดียว .
เวทนา เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งมีการกล่าวถึงในพระพุทธศาสนา หมายถึง การเสวยอารมณ์, ความรู้สึก

สิ่งใดที่แก้ไขไม่ได้ อย่าไปแก้มัน อย่าไปแก้ในสิ่งนั้น